thai eng

ตำนานพระพุทธบุษยรัตน์

ตำนานพระพุทธบุษยรัตน์

พระพุทธบุษยรัตน์พระองค์นี้ เป็นพระแก้วผลึกอย่างที่ช่างเรียกว่าเพชรน้ำค้าง หรือบุษย์น้ำขาว เนื้อแก้วสนิทแลเป็นแท่งขนาดใหญ่ยังไม่เคยมีเหมือน ทรวดทรงพระพุทธปฏิมาทำงามยิ่งกว่าพระแก้วอย่างเดียวกัน แม้ขนาดย่อมๆ ซึ่งได้เคยมีมา วัดขนาดมีประมาณสูงแต่ที่สุดทับเกษตรขึ้นไปจนสุดปลายพระจุฬาธาตุ ๑๒ นิ้ว ๒ กระเบียด อัษฎางค์ หน้าตักวัดแต่พระชานุทั้ง ๒ เก้านิ้ว กับ ๔ กระเบียดอัษฎางค์ ระหว่างพระกรรณปุระทั้งสอง ๖ นิ้ว ๔ กระเบียดอัษฎางค์ ระหว่างพระอังสกูฏ ๔ นิ้วกับ ๗ กระเบียดอัษฎางค์ ประมาณพระเศียร แต่ปลายพระหนุขึ้นไปถึงที่สุดพระจุฬาธาตุ ๔ นิ้วกึ่งกับ ๒ กระเบียดอัษฎางค์ กว้างพระพักตร์วัดในระหว่างพระกรรณทั้ง ๒ ข้าง ๒ นิ้ว ๗ กระเบียดอัษฎางค์  ก้อนแก้วเดิมจะได้มาแต่ที่ใด ผู้ใดจะเป็นผู้สร้างแลจะสร้างที่ไหนไม่ปรากฏ ตำนานที่สืบรู้ต้นเรื่องได้เพียงว่า พระพุทธปฏิมาแก้วผลึกพระองค์นี้ มีผู้พาหนีภยันตรายไปซ่อนไว้ในถ้ำเขาส้มป่อยนายอนแขวงเมืองนครจำปาศักดิข้างฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง มีพราน ๒ คน ชื่อพรานทึง พรานเทิง ไปเที่ยวยิงสัตว์ป่า ไปพบพระแก้วนี้อยู่ในถ้ำ ในตอนปลายสมัยเมื่อกรุงเก่าเป็นราชธานี พรานทึง พรานเทิงรู้ว่าเป็นของวิเศษ แต่สำคัญว่าเป็นเทวรูป จึงไปเซ่นสรวงบวงบนตามวิสัยพรานมาเนืองๆ ภายหลังพรานทั้ง ๒ นั้น เห็นว่าพระแก้วอยู่ในที่เปลี่ยว เกรงว่าใครมาพบเข้าก็จะลักไปเสีย คิดกันจะเชิญมารักษาไว้เซนสรวงที่บ้านเรือนตน จึงเอาเชือกผูกพระแก้วแขวนห้อยมากับคันหน้าไม้ ในเวลาที่เดินมานั้น แก้วตรงพระกรรณเบื้องขวากระทบคันหน้าไม้ลิไปหน่อย ๑ พรานทึงพรานเทิงรักษาพระแก้วไว้ที่บ้านต่อมา เวลาไปยิงได้สัตว์ป่าสำคัญว่าได้ด้วยอำนาจที่บนบานพระแก้ว จึงเอาโลหิตแต้มเซ่นเป็นนิจมา

                ต่อมาในสมัยเมื่อกรุงธนบุรีเป็นราชธานี เจ้าไชยกุมารเป็นเจ้านครจำปาศักดิได้ทราบความจากพ่อค้าที่ไปเที่ยวซื้อหนังซื้อเขาสัตว์ป่าตามบ้านพราน ว่าพรานทึงพรานเทิงมีพระแก้วเป็นของวิเศษอยู่องค์ ๑ เจ้าไชยกุมารจึงให้ไปว่ากล่าวแก่พรานทึงพรานเทิงได้พระแก้วผลึกมา เห็นว่าเป็นพระพุทธปฏิมาอันวิเศษจริง จึงให้สร้างวิหารประดิษฐานไว้เป็นที่สักการบาในเมืองนครจำปาศักดิ์ ข่าวที่เจ้านครจำปาศักดิมีพระแก้วผลึกวิเศษองค์นี้ ไม่ได้ทราบเข้ามาถึงกรุงธนบุรี แม้เมื่อกองทัพไทยยกไปถึงเมืองนครจำปาศักดิ เมื่อครั้งตีกรุงศรีสัตนาคนหุต คราวได้พระมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกต ก็มิได้ทราบความเรื่องพระแก้วผลึกพระองค์นี้ ด้วยพวกเมืองนครจำปาศักดิพากันซ่อนเร้นปิดบังเสีย เจ้าไชยกุมารพิราลัย เจ้าน่าได้เป็นเจ้านครจำปาศักดิ์ ตรงสมัยในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ ย้ายเมืองนครจำปาศักดิมาตั้งฝั่งตะวันตกแม่น้ำโขง ก็สร้างวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วผลึกในเมืองใหม่ แต่ความก็ไม่ทราบเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ตลอดรัชกาลที่ ๑ จนเจ้าน่าพิราลัยในรัชกาลที่ ๒ โปรดให้ข้าหลวงออกไปปลงศพเจ้าน่าเมื่อปีมะแมศกจุลศักราช ๑๑๗๓ พ.ศ.๒๓๕๔ ข้าหลวงไปเห็นพระแก้วผลึกองค์นี้เข้า จึงบอกแก่พวกท้าวพระยาเมืองนครจำปาศักดิว่า พระแก้วผลึกนี้เป็นของวิเศษ ไม่ควรจะเอาไว้ที่เมืองนครจำปาศักดิเห็นอบด้วย จึงมีใบบอกเข้ามาให้กราบบังคมทูลฯ ถวายพระพุทธปฏิมาแก้วผลึกนั้น จึงโปรดให้ข้าหลวงออกไปรับแห่พระแก้วผลึก แลมีการสมโภชตามหัวเมืองรายทางตลอดมาจนถึงกรุงเทพฯ

                เมื่อมีงานสมโภชที่ในกรุงเทพฯ เสร็จแล้ว จึงโปรดให้เชิญพระพุทธปฏิมาแก้วผลึกนั้น ไปไว้ที่โรงที่ประชุมช่างข้างพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ให้ช่างจัดเนื้อแก้วผนึกที่เหมือนกับเนื้อแก้วในพระองค์พระพุทธรูป มาเจียระไนเป็นรูปปลายพระกรรณที่ลิอยู่นั้นติดต่อให้บริบูรณ์ แล้วให้ขัดเกลาชักเงาชำระพระพุทธปฏิมาแก้วผลึกให้เกลี้ยงเกลามีเงาขึ้นสนิทเสมอกัน แล้วทรงพระดำริพระราชทานอย่างให้ช่างปั้นฐาน มีหน้ากระดานชั้นสิงห์บัวหงาย แลหน้ากระดานบนลวดทับหลัง ย่อเก็จเป็นหลั่น แลมีหน้ากระดานท้องไม้ชั้นรองรับบัวกลุ่มหุ้มรับทับเกษตรแก้วต่อองค์พระปฏิมา โดยทรวดทรงสัณฐานที่พึงพอพระราชหฤทัยแล้ว ให้หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ แต่งให้เกลี้ยงเกลาสนิทแล้วหุ้มด้วยทองคำ ทำให้เกลี้ยงกวดขึ้นเงางาม ด้วยชอบพระราชหฤทัยว่าเนื้อแก้วเกลี้ยงใสบริสุทธิ์ ติดต่อกับเครื่องทองอันเกลี้ยงนั้นงามยิ่งนัก แต่ยอดพระรัศมีพระศกยังไม่มีต้องอย่างแบบแผนพระพุทธรูป จึงมีรับสั่งให้ช่างแผ่ทองคำหุ้มส่วนพระเศียรที่มีพระศกแล้วดุนเป็นเม็ดพระศกเต็มตามที่ แล้วต่อกับพระรัศมีลงยาราชาวดีมีเพชรประดับใจกลางหน้าหลังแลกลีบต้นพระรัศมี เมื่อเครื่องทองพระศกพระรัศมีเสร็จแล้วถวายสวมลงพื้นทองแลช่องดุนพระศกก็มาปรากฏข้างพระพักตร์เป็นรวงผึ้งไป พระพักตร์ก็เห็นพรรณเหลืองคล้ำไม่ผ่องใสเหมือนสีพระองค์ จึงมีรับสั่งให้ประชุมนายช่างที่มีสติปัญญาปรึกษากันคิดแก้ไข จึงปรึกษาตกลงกันเอาเนื้อเงินไล่ขาวบริสุทธิ์แผ่หุ้มเสียชั้นหนึ่งก่อน ขัดเงินข้างในให้เกลี้ยงชักเงางามแล้ว จึงสวมพระศกทองคำลงชั้นนอกแผ่นเงิน ก็เห็นพระพักตร์ใสสะอาดขาวนวลดีเสมอกับพระองค์ แล้วมีรับสั่งให้ทำพระสุวรรณกรัณฑ์น้อยพอจะสอดลงในช่องบนพระจุฬาธาตุเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุไว้ให้สมควรเป็นอุดมปูชนียวัตถุ แลให้ทำตัวทองน้อยเท่ากับช่องพระเนตร แล้วลงยาราชาวดีขาวดำตามที่พระเนตรขาวดำแล้วฝังให้แนบพระเนตรให้งามดีขึ้นเพราะแต่ก่อนนั้นช่องพระเนตรเป็นแต่ขุม แล้วแลแต้มหมึกแลฝุ่นเป็นขาวดำเท่านั้น ไม่มีผิวเป็นมันมั่นคงเหมือนผิวยาราชาวดี แลมีรับสั่งให้ช่างทองทำฉัตรทองคำ ๕ ชั้น ชั้นต้นเท่าส่วนพระอังสา ลงยาราชาวดีประดับพลอยมีใบโพธิ์แก้วห้อยเป็นเครื่องประดับ ปลายคันฉัตรปักลงกับฐานข้างเบื้องพระปฤษฎางค์พระพุทธปฏิมา แลให้ทำสันถัตห้อยหน้าฐานพระพุทธปฏิมา แลให้ทำสันถัตห้อยหน้าฐานพระพุทธปฏิมาด้วยทองคำจำหลักลายลงยาราชาวดี ประดับเพชรแลพลอย ครั้นการสำเร็จจึงให้เชิญไปประดิษฐานไว้ในหอพระสุราไลยพิมานซึ่งประดิษฐานอยู่บ้างบุรพทิศพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เป็นที่ทรงสักการบูชาวันละสองเวลาเช้าค่ำมิได้ขาด ต่อมาโปรดให้ตกแต่งหอพระสุราไลยพิมานด้วยเครื่องแก้ว ล้วนแต่ของอย่างดีที่มีเข้ามาจากต่างประเทศ ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้