thai eng

เรื่องจัดปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้

เรื่องจัดปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้

เมื่องานพระบรมศพ ผู้ว่าราชการหัวเมืองใหญ่น้อยเข้ามาถวายพระเพลิงพระบรมศพตามประเพณี ตามปรากฏในหนังสือเก่า เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชแลหนังสือพงศาวดารเมืองสงขลา ว่าเมื่องานพระบรมศพแล้ว เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) กราบบังคมทูลว่า มีความชราทุพพลภาพ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตออกจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการเมืองนครฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเลื่อนเจ้าพระยานครฯ (พัฒน์) ขึ้นเป็นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ทำนองเป็นจางวางผู้กำกับราชการ แลทรงตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์ (น้อย) บุตรเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (พัฒน์) เป็นพระยา (พัฒน์) เป็นพระยาศรีธรรมาโศกราช ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ ณ เดือน ๙ ปีมะแมตรี ศก จุลศักราช ๑๑๗๓ พ.ศ.๒๓๕๔ อนึ่งเข้าใจว่าในปลายรัชกาลที่ ๑ หรือต้นรัชกาลที่ ๒ นั้น เจ้าพระยาสงขลา (บุญฮุย) ถึงอสัญกรรม จึงทรงตั้งหลวงฤทธินายเวร (จ๋ง) หลานเจ้าพระยาสงขลา เป็นบุตรพระอนันตสมบัติ เป็นพระยาวิเศษภักดี ผู้ว่าราชการเมืองสงขลาด้วย เรื่องรวมในพระราชพงศาวดารทั้งรัชกาลที่ ๒ แลรัชกาลที่ ๓ มีเรื่องเนื่องด้วยเมืองนครศรีธรรมราชแลเมืองสงขลา หลายตอน ควรจะเล่าเรื่องหัวเมืองปักษ์ใต้ย้อนถอยหลังขึ้นไปตรงนี้สักหน่อย ผู้อ่านจะได้เข้าจัดเจนดีขึ้น คือ :-

เมื่อเจ้านครฯ ตั้งตัวเป็นอิสระ ในสมัยเมื่อเสียกรุงเก่าแก่พม่าข้าศึก หัวเมืองปักษ์ใต้ตะวันตก ว่าโดยย่อ คือ หัวเมืองที่จัดเป็นมณฑลนครศรีธรรมราช มณฑลภูเก็ตมณฑลชุมพร ทุกวันนี้ อยู่ในอาณาเขตของเจ้านครฯ จนถึงปีฉลูเอกศก จุลศักราช ๑๑๓๑ พ.ศ.๒๓๑๒ พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จยกกองทัพหลวงลงไปตีได้เมืองนครศรีธรรมราชแลจับได้ตัวเจ้านครฯ แต่ทรงพระราชดำริเห็นว่าเจ้านครฯ ไม่ได้เป็นขบถคิดร้าย เพราะต่างคนต่างตั้งตัวในเวลาบ้านเมืองเป็นจลาจล ยังไม่เคยเป็นเจ้าเป็นข้ากันจะเอาโทษเจ้านครฯ หาควรไม่ จึงเป็นแต่ให้ลดยศเจ้านครฯ ลงเป็นเพียงพระยา แลเอาตัวเข้ามาไว้ในกรุงธนบุรี ทางโน้นให้เจ้านราสุริวงศ์หลานเธอ อยู่สำเร็จราชการ เจ้านราสุริวงศ์รักษาเมืองนครฯ อยู่ได้ ๗ ปี ถึงพิราลัยในปีวอกอัฐศก จุลศักราช ๑๑๓๘ พ.ศ.๒๓๑๙ พระเจ้ากรุงธนบุรี จึงทรงตั้งพระยานครฯ ให้กลับมียศขึ้นเป็นพระเจ้านครศรีธรรมราช เทียบยศอย่างเจ้าประเทศราชชั้นสูง ตั้งเสนาบดีได้เหมือนพระเจ้ากรุงกัมพูชา แล้วให้กลับออกไปครองเมืองนครศรีธรรมราชดังเก่าเมื่อปีวอกอัฐศกนั้นได้ความในหนังสือกฎรับสั่งครั้งเจ้านครฯ ยกเหตุอันเป็นความอบของเจ้านครฯ ๓ ข้อ คือ

                ข้อ ๑ ว่าเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึก เจ้านครฯ ตั้งตัวเป็นใหญ่ครองเมืองนครศรีธรรมราชอยู่นั้น พวกแขกยกกองทัพเข้ามาตีเมืองนครศรีธรรมราช เจ้านครฯ ต่อสู้มีชัยชนะ รักษาเมืองนครศรีธรรมราชให้คงอยู่แก่ไทย มิให้ตกไปเป็นเมืองของพวกแขกข้าศึกได้

                ข้อ ๒ ว่าเจ้าเมืองนครฯ เข้ามาอยู่ในกรุงธนบุรี ได้มีความสวามิภักดิ์โดยเสด็จในงานพระราชสงครามมีบำเหน็จความชอบ ครั้นจะโปรดให้มียศบรรดาศักดิ์อยู่ในกรุงธนบุรี สมพลบ่าวไพร่ซึ่งจะเป็นกำลังของเจ้านครฯ ก็มีอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราชโดยมาก มีอยู่ในกรุงธนบุรีเพียง ๒๐ คน ๓๐ คน น้อยนัก

                ข้อ ๓ แสดงความที่ทรงไว้วางพระทัยในเจ้านครฯ ด้วยธิดาที่ได้ถวายทำราชการฝ่ายในก็มีลูกเธอแล้ว จึงโปรดให้เจ้านครฯ กลับออกไปครองเมืองนครศรีธรรมราช

                ได้ความในกฎรับสั่งของพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งกล่าวมานี้แปลออกไปอีกข้อ ๑ ว่าเมืองแขก คือ เมืองไทรบุรี แลเมืองปัตตานี ซึ่งเคยขึ้นกรุงศรีอยุธยาแต่ก่อน ยังไม่ได้มาอ่อนน้อม ให้เจ้านครฯ คิดอ่านให้ไปยืมเงินเมืองทั้ง ๒ นี้ สำหรับที่จะซื้อเครื่องศาสตราวุธเมืองละ ๑,๐๐๐ ชั่ง ลองใจพระยาไทร พระยาปัตตานีดูว่าจะทำประการใด ความข้อนี้ไม่พบจดหมายเหตุ ว่าเจ้านครฯ ได้ไปทำอย่างไร แต่พิเคราะห์ตามเหตุการณ์ที่มีในภายหลังเชื่อได้ว่าทั้งพระยาไทรและพระยาปัตตานี ไม่ยอมให้ยืมเงิน ๑,๐๐๐ ชั่ง แต่จะเป็นเพราะคำที่ตอบมาไม่พูดจาท้าทายให้เกิดอริ หรือจะเป็นเพราะพระเจ้ากรุงธนบุรียังติดการสงครามทางอื่นอยู่ ทั้งเมืองไทรแลเมืองปัตตานี ไม่ได้ยอมขึ้นพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ไม่ได้ให้กองทัพลงไปปราบปรามจนตลอดรัชกาล ส่วนเจ้านครฯ ที่ได้กลับออกไปครองเมืองเมื่อครั้งกรุงธนบุรีนั้น มีจดหมายเหตุปรากฏว่า หัวเมืองซึ่งเคยเป็นอาณาเขตของเจ้านครฯ ครั้งตั้งตัวเป็นอิสระ พระเจ้ากรุงธนบุรีมีรับสั่งให้แยกกลับมาเป็นหัวเมืองขึ้นกรุงธนบุรีหมด เจ้านครฯ คงได้ว่ากล่าวอยู่แต่ในเขตเมืองนครศรีธรรมราชเดิมฝ่ายเหนือขึ้นมาจดเมืองไชยยา ฝ่ายใต้ลงไปจดแดนเมืองพัทลุงแลเมืองสงขลา แต่ด้านตะวันออกตะวันตกเขตเมืองนครฯ จดทะเลทั้ง ๒ ด้าน

ครั้นมาถึงรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปีมะโรงฉศก จุลศักราช ๑๑๔๖ พ.ศ.๒๓๒๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชดำริเห็นว่าเจ้านครฯ แก่ชราฟั่นเฟือน แลพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ตั้งแต่งให้มียศศักดิ์ผิดประเพณีเหลือเกินนักจึงโปรดให้เรียกตัวกลับเข้ามากรุงเทพฯ อย่างเดิม ทรงตั้งเจ้า (พัฒน์) เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบุตรเขยแลเป็นอุปราชของเจ้านครฯ แต่ครั้งตั้งตัวเป็นอิสระ ให้เป็นเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราช ความปรากฏในหนังสือกฎรับสั่งว่า ให้เมืองสงขลากลับมาเป็นเมืองขึ้นนครศรีธรรมราช แลว่าเมืองนครศรีธรรมราชต่อติดเขตแดนกับหัวเมืองแขก ให้เจ้าพระยานครฯ คอยสืบสวนระวังการงาน อย่าให้พวกแขกกำเริบเข้ามาย่ำยีพระราชอาณาจักรได้ แต่หัวเมืองอื่นหาได้กล่าวถึงไม่ จึงเข้าใจว่าเมืองพัทลุง เมืองไชยา เมืองชุพพร คงเป็นหัวเมืองขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ส่วนหัวเมืองฝ่ายชายทะเลหน้านอก เหนือเขตเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นไป คือ เมืองภูเก็ต เมืองถลาง เมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง ๔ เมืองนี้ ปรากฏในพงศาวดารเมืองถลางว่า โปรดให้มีข้าหลวงกรุงเทพฯ ออกไปกำกับทำนองอย่างตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลทุกวันนี้ ด้วยหัวเมืองทางนั้นเป็นหน้าด่านใกล้แดนพม่า ชื่อข้าหลวงที่ออกไปกำกับหัวเมืองฝ่ายตะวันตก ปรากฏว่า พระยาราชนกูลคน ๑ พระยาธรรมไตรโลกคน ๑ แลเจ้าพระยาสุรินทรราชาคน ๑ แต่ผู้ใดจะไปก่อนหลังและจะผลัดเปลี่ยนหรือเลื่อนยศขึ้นในคนเดียวกันอย่างไรไม่แน่ แต่ทราบได้ว่าเมื่อเจ้าพระยาสุรินทราชาได้เป็นผู้กำกับมณฑลหัวเมืองฝ่ายตะวันตกนั้น ก่อนปีฉลูเบญจศก จุลศักราช ๑๑๕๕ พ.ศ.๒๓๓๖

เมื่อปีมะเส็งสัปตศก จุลศักราช ๑๑๔๗ พ.ศ.๒๓๒๘ พระเจ้าอังวะปะดุงยกกองทัพใหญ่เข้ามาตีเมืองไทย กองทัพพม่าที่ยกเข้ามาคราวนั้นจำนวนพลแสนสามหมื่นเศษ ยกมาทุกทางที่จะมาได้ ส่วนข้างหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก พม่ายกกองทัพมาเป็น ๒ กอง กอง ๑ ตีเมืองตะกั่วป่าตะกั่วทุ่งได้แล้วยกเลยลงไปตีเมืองถลาง ท้าวเทพสตรี ท้าวศรีสุนทร รักษาเมืองถลางไว้ได้ กองทัพพม่าอีกกอง ๑ ยกมาตีเมืองระนอง เมืองกระบุรี ซึ่งเป็นหัวเมืองขึ้นเมืองชุมพร แล้วข้ามมาตีได้เมืองชุมพร เมืองไชยา แลเมืองนครศรีธรรมราช ครั้นกองทัพหลวงทางกรุงเทพฯ ยกไปต่อสู้กองทัพที่พระเจ้าปะดุงยกเป็นทัพหลวงมาทางลาดหญ้า แขวงเมืองกาญจนบุรี ตีกองทัพพม่าแตกยับเยินไปแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงมีรับสั่งให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จยกกองทัพลงไปปราบปรามพม่าที่มาตีหัวเมืองทางแหลมมลายู เมื่อตีทัพพม่าแตกหนีกลับไปหมดแล้ว กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จลงไปประทับอยู่ที่เมืองสงขลา จึงให้ข้าหลวงเชิญกระแสรับสั่งออกไปยังหัวเมืองแขกคือเมืองปัตตานี เมืองไทรบุรี เมืองตรังกานู ให้มายอมเป็นเมืองขึ้นดังแต่ก่อน พระยาปัตตานีขัดขืนไม่ยอมมาขึ้น กรมพระราชวังบวรฯ จึงมีรับสั่งให้กองทัพไทยยกลงไปตีได้เมืองปัตตานี กวาดครอบครัวแลเก็บเครื่องศาสตราวุธมาเสียเป็นอันมาก เมื่อข่าวกองทัพไทยตีได้เมืองปัตตานี ปรากฏออกไปถึงเมืองไทรบุรี และเมืองตรังกานู พระยาไทรบุรี (อับดุลละโมกุรัมซะ) แลพระยาตรังกานู (มาโซ) ต่างเกรงพระเดชานุภาพ จึงมายอมอ่อนน้อมขึ้นต่อกรุงเทพฯ โดยดี กรมพระราชวังบวรฯ ก็โปรดให้คงเป็นเมืองประเทศราชถวายต้นไม้ทองเงินอยู่ทั้ง ๓ เมือง แต่ส่วนเมืองปัตตานีนั้น ตัวพระยาปัตตานีผู้ที่ขัดแข็งจะหลบลี้ล้มตายไปอย่างไร หรือว่าจับตัวได้ ข้อนี้ไม่แน่แต่มีหลักฐานเชื่อได้ว่าเมื่อตีได้เมืองปัตตานีครั้งนั้นแล้ว กรมพระราชวังบวรฯ ทรงตั้งแขกคน ๑ ซึ่งมีความสวามิภักดิ์ให้เป็นพระยาปัตตานีต่อมา แลในคราวตีเมืองปัตตานีครั้งนั้น หลวงสุวรรณคิริสมบัติ (บุญฮุย) ผู้ว่าราชการเมืองสงขลามีความชอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเลื่อนยศขึ้นเป็นพระยาสุวรรณคิรีสมบัติ แลทรงตั้งนายบุญเฮี้ยวผู้น้องเป็นพระอนันตสมบัติ ผู้ช่วยราชการ แต่ให้เมืองสงขลาคงขึ้นอยู่แก่เมืองนครศรีธรรมราชตามเดิม

เรื่องหัวเมืองปักษ์ใต้ในรัชกาลที่ ๑ ที่ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารต่อมามีเนื้อความเคลือบคลุมเป็นข้อสงสัยแลแตกต่างกับหนังสือพงศาวดารเมืองสงขลาอยู่ตอน ๑ ในหนังสือพระราชพงศาวดาร เมื่อปีระกา เอกศก จุลศักราช ๑๑๕๑ พ.ศ.๒๓๓๒ องเชียงสือญวน เมื่อยังเป็นเจ้าอนัมก๊ก มีใบบอกเข้ามากราบบังคมทูลฯ ว่ารายาเมืองปัตตานีมีหนังสือให้ทูตรถือไปถึงองเชียงสือ ชวนให้ยกกองทัพญวนเข้ามาตีกรุงเทพฯ พร้อมกับรายาปัตตานีจะยกกองทัพขึ้นมาอีกทาง ๑ องเชียงสือส่งต้นหนังสือรายาปัตตานีเข้ามาทูลเกล้าถวาย จึงโปรดให้พระยากลาโหมราชเสนายกกองทัพลงไปตีเมืองปัตตานีจับได้ตัวรายาปัตตานีเอามาจำคุกไว้ ณ กรุงเทพฯ ต่อมาอีก ๒ ปี ถึงปีกุนตรีศก จุลศักราช ๑๑๕๓ พ.ศ.๒๓๓๔ ว่ามีแขกเซียะอยู่นอกพระราชอาณาเขตยกกองทัพเรือเข้ามาตีเมืองสงขลา เจ้าเมืองกรมการสู้พวกแขกเซียะข้าศึกไม่ได้ ต้องหนีไปเมืองพัทลุง เจ้าพระยานครฯ (พัฒน์) ยกกองทัพเมืองนครไปตีพวกแขกเซียะแตกพ่ายไป แต่ในหนังสือพงศาวดารเมืองสงขลา เรื่องรายาเมืองปัตตานีเป็นขบถ กล่าวว่าขึ้นปีกุน ตรีศกจุลศักราช ๑๑๕๓ พ.ศ.๒๓๓๔ (ตรงปีกับที่กล่าวในพระราชพงศาวดาร ว่าแขกเซียะยกกองทัพมาตีเมืองสงขลา) ว่ามีโต๊ะซาหยัด มาแต่อินเดีย สำแดงตนว่าเป็นผู้วิเศษรู้เวทมนตร์แลวิชาการต่างๆ จนผู้คนในเมืองปัตตานีนับถือเป็นอันมาก โต๊ะซาหยัดคบคิดกับพระยา (รายา) ปัตตานี ยกกองทัพขึ้นมาตีเมืองสงขลา เจ้าพระยานครฯ (พัฒน์) พระยาสงขลา) บุญฮุย) ยกกองทัพเมืองนครฯ เมืองสงขลาไปตีกองทัพเมืองปัตตานีแตกไปจากเมืองสงขลาแล้ว พระยาสงขลายกตามลงไปตีได้เมืองปัตตานีก่อนกองทัพกรุงเทพฯ จึงยกออกไปถึง ในคราวนั้นเมื่อเสร็จศึกแล้ว เจ้าพระยานครฯ (พัฒน์) กับพระยาสงขลา (บุญฮุย) เกิดอริกันขึ้น ถึงกราบทูลฟ้องร้องกัน ทรงพระราชดำริเห็นว่า พระยาสงขลา (บุญฮุย) มีความชอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนยศพระยาสงขลา (บุญฮุย) ขึ้นเป็นเจ้าพระยาอินทคิรีฯ ให้ยกเมืองสงขลามาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ แลให้กำกับหัวเมืองแขกด้วย ได้ความตามหนังสือพงศาวดารเมืองสงขลาดังนี้ ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นเรื่องราวที่แตกต่างกันตอนนี้ไม่สมเหตุผล ทั้งที่กล่าวในหนังสือพระราชพงศาวดารแลหนังสือพงศาวดารเมืองสงขลา แต่มีหลักฐานความจริงอยู่ ๒ ข้อ คือ ข้อ ๑ เมื่อในรัชกาลที่ ๑ พระยาปัตตานีเป็นขบถ ข้อ ๒ ได้โปรดเลื่อนยศพระยาสงขลา (บุญฮุย) ขึ้นเป็นเจ้าพระยา ยกเมืองสงขลาขึ้นเป็นเมืองโทขึ้นกรุงเทพฯ ได้กำกับหัวเมืองแขกชายทะเลหน้าในมาแต่ในรัชกาลที่ ๑ จึงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า เรื่องที่จริงในตอนนั้นจะเป็นดังกล่าวต่อไปนี้ คือ

ในปีใดปีหนึ่ง ระหว่างปีระกาเอกศก จุลศักราช ๑๑๕๑ พ.ศ.๒๓๓๒ กับปีกุน ตรีศก จุลศักราช ๑๑๕๓ พ.ศ.๒๓๓๔ มีโต๊ะซาหยัดเข้ามาจากต่างประเทศ มาสำแดงตนว่าเป็นผู้วิเศษ จนพวกแขกชาวเมืองปัตตานีพากันเชื่อถือเป็นอันมาก รายาเมืองปัตตานีซึ่งกรมพระราชวังบวรฯ ได้ทรงตั้งไว้ ได้โต๊ะซาหยัดนั้นเป็นตัวคิดจึงก่อการขบถ ชักชวนพวกแขกสลัดซึ่งอยู่นอกพระราชอาณาเขต สมทบกับแขกเมืองปัตตานียกกองทัพขึ้นมาตีเมืองสงขลาแลแต่งคนให้ไปชวนองเชียงสือ ให้ยกกองทัพญวนขึ้นมาตีทางตะวันออกอีกทาง ๑ แต่องเชียงสือไม่เข้าด้วย เมื่อรายาเมืองปัตตานียกกองทัพขึ้นมาถึงเมืองสงขลา พระยาสงขลา (บุญฮุย) มีกำลังไม่พอต้านทานทัพแขก จึงหลบถอยขึ้นมาอาศัยเมืองพัทลุง ครั้นเจ้าพระยานครฯ (พัฒน์) ยกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชลงไปถึง กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช แลเมืองสงขลา จึงช่วยกันระดมตีกองทัพเมืองปัตตานีแตก แล้วพระยาสงขลาติดตามลงไปตีได้เมืองปัตตานี จับได้ตัวรายาเมืองปัตตานีส่งเข้ามากรุงเทพฯ เหตุด้วยพระยาสงขลา (บุญฮุย) มีความชอบเมื่อยกตามลงไปตีได้เมืองปัตตานี ประกอบกับกระแสพระราชดำริ ว่าเมืองนครเมืองเดียวกำกับหัวเมืองแขกทั้งหน้านอกหน้าใน ดูแลระวังเหตุการณ์ไม่ได้ทั่วถึง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเลื่อนยศพระยาสงขลา (บุญฮุย) ขึ้นเป็นเจ้าพระยาสงขลา ให้เมืองสงขลามาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ แลให้กำกับหัวเมืองแขกข้างทะเลหน้าในด้วย เมืองปัตตานีก็โปรดให้แยกออกเป็น ๗ หัวเมืองในครั้งนั้น เป็นเมืองปัตตานี ๑ เมืองหนองจิก ๑ เมืองยะลา ๑ เมืองรามันห์ ๑ เมืองยิหริ่ง ๑ เมืองสายบุรี ๑ เมืองระแงะ ๑ แลทรงตั้งข้าราชการไทยบ้าง แขกซึ่งมีความสวามิภักดิ์บ้าง ให้เป็นเจ้าเมืองทั้ง ๗ เมือง เพื่อจะมิให้เมืองปัตตานีมีกำลังคิดขบถได้ดังแต่ก่อน ส่วนเมืองนครศรีธรรมราชคงได้กำกับดูแลแต่เมืองไทรบุรีข้างหน้านอกต่อมา

ครั้นอยู่มาถึงปีมะโรงสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๑๗๐ พ.ศ.๒๓๕๑ เจ้าพระยาสงขลา (บุญฮุย) มีใบบอกเข้ามาว่า ดาโต๊ะปักลันเจ้าเมืองยิหริ่งคบคิดกับพวกแขกสลัดจะมาตีเมืองสงขลา จึงโปรดให้เจ้าพระยาพลเทพ (บุนนาค) ยกกองทัพลงไปปราบปรามเมืองยิหริ่งเรียบร้อยดังเก่า ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเรื่องที่จริงจะเป็นเช่นนี้