thai eng

การอันเนื่องต่อพระราชพิธีบรมราชาพิเษก

การอันเนื่องต่อพระราชพิธีบรมราชาพิเษก

 

มีการบางอย่าง ซึ่งถือเป็นราชประเพณีที่พระเจ้าแผ่นดินทรงบำเพ็ญเป็นฤกษ์เนื่องต่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือ  (๑)  ทรงตั้งพระราชาคณะ อันนับว่าเป็นศาสนูปถัมภกิจ  (๒)  ทรงสถาปนาพระเกียรติยศเลื่อนกรมแลตั้งกรมพระราชวงศานุวงศ์ ซึ่งสมควรจะได้เลื่อนพระเกียรติยศ (๓) พระราชทานยศบรรดาศักดิ์แก่ข้าราชการซึ่งมีบำเหน็จความชอบ (๔) ให้เร่งรีบชำระล้างความของราษฎรที่คั่งค้างอยู่ในโรงศาลให้สำเร็จกันไป ไม่เรียกค่าฤชาธรรมเนียม แลพระราชทานเงินพินัย ไม่เรียกจากคู่ความ  (๕)  ปล่อยนักโทษซึ่งสมควรจะได้รับพระราชทานพระกรุณาให้พ้นจากเวรจำ ต่อนั้นยังมีการอันเป็นประเพณีที่ทำในเวลาในเวลาเริ่มรัชกาลใหม่อีก ๒ อย่าง คือ (๖) สักเลขขึ้นทะเบียนพล (๗) เดินสวนเดินนา การเหล่านี้ก็เป็นประเพณีเนื่องต่อการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็แต่เมื่อบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๒ นั้น พองานแล้วไม่ถึงเดือนก็มีศึกพม่า ต้องรีบรัดจัดการต่อสู้ข้าศึก การต่างๆ ดังกล่าวมาที่ข้าพเจ้าได้ทราบเป็นดังจะกล่าวต่อไปนี้

(๑) เรื่องตั้งพระราชาคณะเป็นฤกษ์ไม่พบจดหมายเหตุแลบาญชีว่าทรงตั้งเมื่อใด แลตั้งพระราชาคณะองค์ใดบ้าง เมื่อบรมราชาภิเษกนั้น สมเด็จพระราชาคณะครั้งรัชกาลที่ ๑ ยังอยู่ทั้งสมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุ แลสมเด็จพระพนรัตนวัดพระเชตุพน ซึ่งเป็นอาจารย์สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ปรากฏว่าทรงตั้งพระญาณสังวร (สุก) วัดพลับ ซึ่งมีเกียรติคุณในทางวิปัสสนาธุระแลเป็นพระอุปัชฌาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวชพระ แลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวชสามเณรนั้น เป็นสมเด็จพระญาณสังวรองค์ ๑ นอกจากนี้เห็นจะทรงตั้งแต่พระราชาคณะผู้น้อย สมเด็จพระราชาคณะในรัชกาลที่ ๒ ต่อมานั้นเมื่อสมเด็จพระพนรัตนวัดพระเชตุพนมรณภาพ ทรงตั้งพระพิมลธรรม (มี) วัดราชบุรณะเป็นสมเด็จพระพนรัตน ครั้นสมเด็จพระสังฆราช (สุก) สิ้นพระชนม์ ทรงตั้งสมเด็จพระพนรัตน (มี) เป็นสมเด็จพระสังหราช มาอยู่วัดมหาธาตุ ทรงตั้งพระพิมลธรรม (อาจ) วัดสระเกศ เป็นสมเด็จพระพนรัตน เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (มี) สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระพนรัตน (อาจ) มีอธิกรณ์ ต้องออกจากที่พระราชาคณะ ทรงตั้งสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) เป็นสมเด็จพระสังฆราช มาอยู่วัดมหาธาตุ ทรงตั้งพระพิมลธรรม (ด่อน) วัดสระเกศเป็นสมเด็จพระพนรัตน ครั้นสมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) สิ้นพระชนม์ทรงตั้งสมเด็จพระพนรัตน (ด่อน) เป็นสมเด็จพระสังฆราช มาอยู่วัดมหาธาตุ ทรงตั้งพระพิมลธรรม (ทองดี) วัดระฆัง เป็นสมเด็จพระพนรัตน

(๒) การสถาปนาพระเกียรติยศเจ้านายในพระราชวงศ์นั้น ได้พบจดหมายเหตุอาลักษณ์ ได้ความว่า ต้องรอมาจนเสร็จการศึกพม่า จึงได้ทรงสถาปนาพระเกียรติยศ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเป็นปฐม เมื่อ ณ วันจันทร์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีมะเมียโทศก จุลศักราช ๑๑๗๒ การตั้งกรมพระราชวงศานุวงศ์นอกจากนั้น แม้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงตั้งต่อเมื่อปีระกาเบญจศก จุลศักราช ๑๑๗๕ เป็นคราวแรก ดังจะปรากฏในหนังสือนี้ต่อไปข้างหน้า

(๓) การเลื่อนยศบรรดาศักดิ์ข้าราชการผู้ใหญ่นั้นเลื่อนคราวเตรียมทัพรบพม่าต่อติดกับงานบรมราชาภิเษก เสนาบดีที่เลื่อนคราวแรก สอบจดหมายเหตุได้ความดังนี้

                ๑. เลื่อนเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (ปิ่น) สมุหพระกลาโหม เป็นเจ้าพระยาอภัยราชา

                เจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น) นี้ เป็นข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อเสด็จผ่านพิภพ ยกความชอบในคำลูกขุนปรึกษา ว่าได้โดยเสด็จพระราชดำเนินการสงครามมาหลายครั้ง ต้องศาสตราวุธข้าศึก แลมีความชอบในการที่ชักชวนนายทัพนายกอง คุมกำลังเข้ามาระงับจลาจลในกรุงธนบุรี จึงโปรดให้เป็นพระยาพลเทพครั้นเมื่อเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) ถึงอสัญกรรม จึงโปรดให้เลื่อนยศขึ้นเป็นเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา เป็นบิดาของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ ตันสกุล สิงหเสนี)

                ๒. มีสมุหนายกว่างมาแต่เจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน) ถึงอสัญกรรม จึงโปรดให้พระยาพระคลัง (กุน) เลื่อนยศขึ้นเป็นเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ที่สมุหนายก เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน) นี้ เมื่อครั้งกรุงธนบุรีเป็นที่พระราชประสิทธิในรัชกาลที่ ๑ ได้เลื่อนยศขึ้นเป็นพระยาศรีพิพัฒน์ แล้วได้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาพระคลังต่อเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นต้นสกุล รัตนสกุล

                ๓    โปรดให้เลื่อนยศพระยายมราช (บุญมา) ขึ้นเป็นเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาที่สมุหพระกลาโหม  เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุญมา) นี้ เป็นบุตรพระยาจ่าแสนยากร ครั้งกรุงเก่าเป็นพี่ต่างมารดากับเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) ครั้งรัชกาลที่ ๑ เป็นพระยาตเกิงได้เลื่อนยศขึ้นเป็นพระยายมราช เมื่อเจ้าพระยายมราช (บุนนาค) เลื่อนยศเป็นเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา

                ๔    โปรดให้เลื่อนยศพระยาอนุชิตราชา (น้อย) เป็นเจ้าพระยายมราช  เจ้าพระยายมราช (น้อย) นี้ เป็นบุตรเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (บุญรอด ต้นสกุล บุณยรัตพันธุ์) ได้เป็นเจ้าพระยาแต่บิดายังอยู่ แต่เมื่อก่อนเป็นพระยาอนุชิตราชา จะได้ เป็นที่อะไรมาบ้าง หาทราบไม่

                ๕    โปรดให้เลื่อนยศพระยาไกรโกษา (กร) เป็นเจ้าพระยาพระคลัง เจ้าพระยาพระคลัง (กร) นี้ เป็นข้าหลวงเดิม ได้เป็นปลัดกรมอยู่ก่อน เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงรับอุปราชาภิเษก จึงเลื่อนยศขึ้นเป็นพระยาไกรโกษา

                ๖     โปรดให้เลื่อนยศพระยาจ่ายแสนยากร (สา) เป็นเจ้าพระยาพลเทพ เจ้าพระยาพลเทพ (สา) นี้ จะเป็นข้าหลวงเดิมหรืออย่างไรไม่แน่ ปรากฏแต่ว่าเป็นพระยาสันธมิตรอยู่ก่อน เมื่ออุปราชาภิเษกแล้ว ได้เป็นที่พระยาจ่าแสนยากร

 

เสนาบดีที่ตั้งเมื่อแรกบรมราชาภิเษก มีจำนวน ๖ คน ดังกล่าวนี้

ส่วนตำแหน่งเสนาบดีกรมวังนั้นยังมีตัว เจ้าพระยาธรรมฯ (สุด) ได้เป็นมาแต่ในรัชกาลที่ ๑ เสนาบดีที่ทรงตั้งในรัชกาลที่ ๒ ต่อมา จะรวมมากล่าวไว้ในที่นี้ มีลำดับดังนี้คือ

                ๗    สมุหพระกลาโหม เมื่อเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุญมา) ถึงอสัญกรรมทรงตั้งพระยาราชบุรี (แสง) เป็นเจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์ ที่สมุหพระกลาโหม          เจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์ (แสง) นี้ นับในราชินิกุลพวกบางข้าง เป็นบุตรท่านยายเดื่อ ท่านยายเดื่อเป็นธิดาท่านยายเจ้าเมือง ท่านยายเจ้าเมืองเป็นพี่นางสมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี ซึ่งเป็นพระชนนีสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี เชื้อสายสืบมาแต่เจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์ (แสง) รับราชการอยู่ที่เมืองราชบุรีแลที่เมืองสมุทรสงครามโดยมาก ทุกวันนี้มีนามสกุลว่า วงศาโรจน์

                ๘    เจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์ (แสง) ถึงอสัญกรรม ทรงตั้งเจ้าพระยาพระคลัง (สังข์) เป็นเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา

                ๙     สมุหนายก เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน) ถึงอสัญกรรม ทรงตั้งเจ้าพระยายมราช (น้อย) เป็นเจ้าพระยาอภัยภูธร ที่สมุหนายก เป็นบิดาเจ้าพระยาภูธราภัย อยู่มาจนในรัชกาลที่ ๓

                ๑๐  กรมท่า เจ้าพระยาพระคลัง (กร) ถึงอสัญกรรม ทรงตั้งพระยาศรีสุริยวงศ์ (สังข์) จางวางมหาดเล็ก เป็นเจ้าพระยาพระคลัง เจ้าพระยาพระคลัง (สังข์) นี้ เป็นราชินิกุล เป็นบุตรเจ้าคุณทองอยู่ พี่นางสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี้

                ๑๑  เมื่อเลื่อนเจ้าพระยาพระคลัง (สังข์) เป็นเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาแล้ว โปรดให้พระเยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ) จางวางมหาดเล็กมาบัญชาการกรมท่า เป็นพระยาสุริยวงศ์โกษาที่พระคลัง แล้วจึงเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาพระคลัง เป็นเจ้าพระยาพระคลังต่อมาตลอดรัชกาลที่ ๓  เจ้าพระยาพระคลัง  (ดิศ)  นี้  (คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์)  เป็นบุตรเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา  (บุนนาค)  เจ้าคุณนวลน้องนางสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีเป็นมารดา  เมื่อในรัชกาลที่ ๑  เป็นนายสุจินดาหุ้มแพรมหาดเล็ก  แล้วเลื่อนเป็นหลวงศักดินายเวร  ถึงรัชกาลที่ ๒  เลื่อนเป็นจมื่นไวยวรนารถ หัวหมื่นมหาดเล็ก แล้วเลื่อนเป็นพระยาสุริยาวงศ์มนตรี จางวางหมาดเล็ก

                ๑๒ กรมเมือง เมื่อเลื่อนยศเจ้าพระยายมราช (น้อย) ขึ้นเป็นเจ้าพระยาอภัยภูธรแล้ว ทรงตั้งพระยาศรีสุริยพาห (น้อย) เป็นเจ้าพระยายมราช เจ้าพระยายมราช (น้อย ศรีสุริยพาห) นี้ เป็นบุตรขุนนางครั้งกรุงเก่า แต่บิดาจะเป็นตำแหน่งใดในไม่ปรากฏ เมื่อเป็นพระยาศรีสุรียพาห ได้เป็นราชทูตไปเมืองญวน เข้าใจว่าจะมีความชอบในการทูตนั้น เป็นเจ้าพระยายมราชอยู่ตลอดรัชกาล

                ๑๓ กรมวัง เจ้าพระยาธรรมฯ (สด) ถึงอสัญกรรม ทรงตั้งพระยาเพชรบุรี (เทศ) เป็นเจ้าพระยาธรรมาฯ อยู่มาจนตลอดรัชกาล

                ๑๔ กรมนา เจ้าพระยาพลเทพ (สา) ถึงอสัญกรรม ทรงตั้งพระยาราชภักดี (ทองอิน) เป็นเจ้าพระยาพลเทพ อยู่มาจนตลอดรัชกาล

(๔) ส่วนการชำระความที่คั่งค้างในโรงศาลนั้น เชื่อได้ว่าคงจะได้โปรดให้ทำตามราชประเพณีเนื่องในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แต่ไม่พบจดหมายเหตุ

(๕) การปล่อยนักโทษนั้น ได้ความตามพระราชพงศาวดาร ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ชัดเจนว่าได้ทรงพระกรุณาโปรดให้ปล่อยนักโทษ นอกจากพม่าข้าศึก ซึ่งต้องเวรจำอยู่ ณ คุกให้พ้นโทษไป มีจำนวน ๔๔๓ คน

(๖) การสักเลขนั้น ข้าพเจ้าได้พบตัวพระราชกำหนดในหนังสือเก่าที่ได้มาจากเมืองนครศรีธรรมราช ปรากฏว่าลงมือสักเลขเมื่อปีมะเมียโทศก จุลศักราช ๑๑๗๒ พ.ศ.๒๓๕๓ พระราชกำหนดนี้เป็นหนังสือเก่า ให้ความรู้แบบแผนราชการในครั้งนั้น ข้าพเจ้าจึงเอมาลงไว้ในหนังสือเต็มสำเนาต่อไปนี้