


สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ด้านวรรณคดีบทละคร ทั้งละครนอกและละครใน ซึ่งทรงสถาปนาไว้ตลอดรัชสมัยและเจริญรุ่งเรืองมาตราบจนปัจจุบัน เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณให้ปรากฏยั่งยืนสืบไป มูลนิธิฯ รับสนองพระราชดำริโดยจัดตั้งโครงการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยขึ้น ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.๒) อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และได้มอบหมายให้นางประกอบ ลาภเกษร เป็นผู้รับผิดชอบ
โครงการฯ ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพิเศษด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ ให้แก่เยาวชนในจังหวัดสมุทรสงครามมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ จนถึงปัจจุบัน โดยรับสมัครเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๔ จากสถานศึกษาทุกสังกัดของจังหวัด และคัดเลือกเยาวชนในแต่ละสาขาที่เปิดสอนที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ และนักเรียนเก่าที่ประสงค์ จะเรียนต่อเข้าร่วมโครงการฯ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จัดสอนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์ ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ อาจารย์และศิลปินทั้งอดีตและปัจจุบันของกรมศิลปากรและวิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม รวมทั้งมียุวศิลปินของมูลนิธิฯ ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มาช่วยสอนโดยไม่รับค่าตอบแทน ดำเนินการจัดการเรียนการสอนทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ในปีถัดไป ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.๒) อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
มีรายละเอียดสาขาที่เปิดสอน ดังนี้
๑. สาขานาฏศิลป์ไทย แบ่งออกเป็น
๑.๑ สาขานาฏศิลป์ละคร

ภาพยุวศิลปินสาขานาฏศิลป์ละคร
เนื่องจากพื้นความรู้ของนักเรียนสาขานาฏศิลป์ไม่เท่ากัน จึงแยก การเรียนการสอนเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ นักเรียนใหม่ฝึกหัดเพลงช้า เพลงเร็ว รำแม่บท กลุ่มที่ ๒ ทบทวนเพลงช้า เพลงเร็ว รำแม่บท เชิด เสมอ และระบำต่างๆ เช่น รำสีนวล ระบำเทพบันเทิง ระบำกฤดาภินิหาร ดาวดึงส์ ฯลฯ กลุ่มที่ ๓ เป็นนักเรียนเก่าที่มีความรู้พื้นฐาน สามารถเรียนเพิ่มเติมให้สูงขึ้นเพื่อออกแสดงและศึกษาต่อในสถาบันเฉพาะทาง เช่น วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ เรียนระบำเบ็ดเตล็ด (ยืนเครื่อง) รำเดี่ยว รำคู่ รำเป็นชุดเป็นตอนต่างๆ ในละครบทพระราชนิพนธ์ เพลงหน้าพาทย์ เช่น บาทสกุณี ตระบองกัน ตระนิมิต ฯลฯ
๑.๒ สาขานาฏศิลป์โขน

ภาพยุวศิลปินสาขานาฏศิลป์โขน
สาขานาฏศิลป์โขน ฝึกแม่ท่ายักษ์ ลิง เพลงหน้าพาทย์ รำเป็นชุดเป็นตอน เช่น หนุมาน จับนางสุพรรณมัจฉา รามสูร-เมขลา พระรามรบทศกัณฐ์ นางลอย เสมอข้ามสมุทร ระบำกฤช เงาะน้อย เงาะใหญ่ ทัศนาวานร ฯลฯ
๒. สาขาดุริยางคศิลป์ไทย (ปี่พาทย์และเครื่องสาย) ฝึกบรรเลงเพลงไทยต่างๆ เช่น เพลงพระราชนิพนธ์บุหลันลอยเลื่อน โหมโรงไอยเรศ ตับต้นเพลงฉิ่ง แขกบรเทศ (เถา) แขกต่อยหม้อ (เถา) ไกรลาศสำเริง เพลงออกภาษา (ภาษาพาสนุก) เพลงลาวดำเนินดอย และเพลงประกอบการแสดงโขน
๓. สาขาคีตศิลป์ไทย ฝึกขับร้องเพลงไทยต่างๆ เช่น สุดสงวนเถา ไกรลาศสำเริง และเพลงในบท พระราชนิพนธ์

ภาพยุวศิลปินสาขาดุริยางคศิลป์ไทย และสาขาคีตศิลป์ไทย
มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กำหนดจัดตั้งโครงการทุนการศึกษาศิลปวัฒนธรรมตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสืบทอดพระราชมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่ทรงสร้างสรรค์ไว้ให้คงอยู่ ตลอดจนส่งเสริมการศึกษาด้านศิลปะตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ โดยจัดทุนการศึกษาด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และช่างศิลป์ไทย ให้แก่เยาวชนที่สนใจได้ศึกษาในสถาบันการศึกษาเฉพาะทางต่อไป เริ่มโครงการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๕ จนถึงปัจจุบัน
๑. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
๒. เพื่ออนุรักษ์และสืบทอดมรดกด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และช่างศิลป์ไทย ให้คงอยู่ตลอดไป
๓. เพื่อส่งเสริมเยาวชนให้สนใจการศึกษาด้านศิลปะแขนงต่างๆ และร่วมอนุรักษ์มรดกศิลปะให้ยั่งยืนอยู่คู่ชาติ
๔. เพื่อส่งเสริมการศึกษาด้านศิลปะตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งมูลนิธิฯ
ทุนการศึกษาของโครงการ มีดังนี้
๑. ทุนการศึกษาด้านนาฏศิลป์ และดุริยางคศิลป์ รับทุนศึกษาต่อที่วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ดังนี้
– ระดับมัธยมศึกษา จำนวน ๓ ทุน ทุนละ ๒๐,๐๐๐ บาท/ปี
– ระดับปริญญาตรี จำนวน ๒ ทุน ทุนละ ๓๐,๐๐๐ บาท/ปี
๒. ทุนการศึกษาด้านช่างศิลป์ไทย รับทุนศึกษาต่อที่วิทยาลัยช่างศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ดังนี้
– ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน ๒ ทุน ทุนละ ๒๐,๐๐๐ บาท/ปี
– ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน ๒ ทุน ทุนละ ๒๕,๐๐๐ บาท/ปี
ผู้รับทุนจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
๑. เป็นเยาวชนที่เข้ารับการอบรมในโครงการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ และโครงการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมด้านทัศนศิลป์ งานช่างสิปปหมู่ สาขาช่างศิลป์ไทยของมูลนิธิฯ
๒. มีผลการเรียนดีและความประพฤติเรียบร้อย
ให้คณะกรรมการที่มูลนิธิฯ ตั้งขึ้น พิจารณาคัดเลือกผู้รับทุน
โครงการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมด้านทัศนศิลป์ เป็นโครงการในพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบทอดศิลปวัฒนธรรมเจริญรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยอีกด้านหนึ่ง สืบเนื่องจากการประชุมสามัญประจำปีของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำริว่า
“จากการที่มูลนิธิฯ ได้จัดโครงการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ จนมียุวศิลปินเกิดขึ้นสามารถจัดแสดงได้เป็นอย่างดีแล้วนั้น ควรสืบทอดวัฒนธรรมทางด้านทัศนศิลป์บ้าง ด้วยเหตุว่าในระยะนี้จะมีการบูรณะวัดอัมพวันเจติยาราม ซึ่งเป็นงานด้านศิลปะต่างๆ ได้แก่ งานสถาปัตยกรรมไทย งานจิตรกรรมไทย และงานปฏิมากรรม เป็นงานที่น่าศึกษาน่าสืบทอด ทรงมีพระประสบการณ์ ด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่สมัยทรงเป็นนักเรียนระดับมัธยม ได้ศึกษาการเขียนลายไทยในชั้นเรียน ทรงได้พื้นฐานวิชามาบ้าง เมื่อหยุดเทอมก็ได้ทรงศึกษากับอาจารย์ภาวาส และอาจารย์จุลทรรศน์ แม้ทรงขาดการฝึกฝนมือ แต่ทรงได้รับความรู้ในเรื่องของนิสัย การดู ความรักและความพอใจในศิลปะมาก โดยเฉพาะการสอนที่มีขั้นตอน เช่น การเขียนภาพฝาผนัง สอนตั้งแต่การเตรียมพื้น การเขียนลวดลายพื้นฐาน และขั้นตอนการเรียนช่างไทยต้องเขียนอะไรบ้าง วิธีฝึกฝนทำอย่างไร ความรู้เหล่านี้มีประโยชน์แก่การทำงาน งานศิลปะนี้ถ้าได้ปฏิบัติเองจริงๆ ก็จะเป็นพื้นฐานของการทำงานอีกหลายๆ อย่าง”
มูลนิธิฯ รับสนองพระราชดำริดำเนินการจัดโครงการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมด้านทัศนศิลป์ โดยขอความอนุเคราะห์กรมศิลปากร ซึ่งได้มอบหมายให้วิทยาลัยช่างศิลปดำเนินการ (เดิมวิทยาลัยช่างศิลป สังกัดกรมศิลปากร ปัจจุบันเปลี่ยนไปสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม) จัดสอนหลักสูตรพิเศษ งานช่างสิปปหมู่ สาขาช่างศิลป์ไทย ให้แก่เยาวชนในจังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน จัดสอนทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.๒) อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม


มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้
๑. จัดให้มีการแสดง เผยแพร่งานศิลปะ วรรณคดี ดนตรี โขน ละคร บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
๒. ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา เผยแพร่ศิลปะและวรรณคดีของชาติ
๓. ส่งเสริมกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิวัฒนธรรมและวิถีชีวิต
๔. ดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับมูลนิธิ และประเทศชาติ
๕. ดำเนินการ หรือร่วมมือกับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน และองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
๖. ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตราธิราชเจ้ารัชกาลที่ ๒ แห่งพระราชวงศ์จักรี ทรงพระปรีชาสามารถเชี่ยวชาญในศาสตร์และศิลป์หลากหลาย ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างใหญ่หลวง ทรงปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้พ้นจากอริราชศัตรู ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั้งปวงล้วนมุ่งขจัดทุกข์ผดุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชาติบ้านเมืองเป็นอเนกประการ ทรงสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาติ โดยทรงส่งเสริมทำนุบำรุงวรรณคดี กวีนิพนธ์ นาฏศิลป์ ดนตรี งานช่างทั้งประติมากรรม จิตรกรรม และสถาปัตยกรรม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระปรีชาญาณ ทรงเป็นกวีและช่างเอกด้วยพระองค์เอง ทรงได้รับถวายราชสดุดีว่า ทรงเป็นองค์เอกอัครศิลปินยอดเยี่ยม เนื่องจากทรงเห็นว่างานศิลปะเป็นการแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ในรัชสมัยของพระองค์เป็นระยะเวลาของการฟื้นฟูบ้านเมือง ทรงพระราชดำริว่า หากมิได้รวบรวมฟื้นฟูศิลปะแขนงต่างๆ ที่กระจัดกระจายไปในช่วงที่บ้านเมืองระส่ำระสายแล้ว ภายภาคหน้างานศิลปะอันทรงคุณค่าที่มีมาคู่กับประเทศไทยจะสูญหาย และด้วยพระปรีชาสามารถอันล้ำเลิศของพระองค์ จึงได้ทรงสร้างสรรค์ผลงานอันงดงาม เป็นศรีสง่าไว้ให้อนุชนชาวไทยได้ภาคภูมิใจ ถือได้ว่า รัชกาลแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นยุคทองของวรรณคดีและศิลปกรรมขั้นสูงสุดในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นพระราชมรดกอันยิ่งใหญ่ที่พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยและตกทอดสืบมาจนถึงปัจจุบัน พระราชจริยาวัตรอันงดงามสมบูรณ์พร้อมทุกประการ เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยกย่องทั้งในหมู่ประชาชนชาวไทยและนานาประเทศ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศถวายพระเกียรติยกย่องให้ทรงเป็น บุคคลสำคัญของโลก
เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๑ ในวาระครบรอบ ๒๐๐ ปี แห่งพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัฐบาลและประชาชนได้ร่วมกันจัดงานฉลองเฉลิมพระเกียรติ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หลังจากงานฉลองพระบรมราชสมภพ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ซึ่งเป็นผู้สืบสายราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้จดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ เลขทะเบียนลำดับที่ ๕๒๒ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๕ ตอนที่ ๑๑๕ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑) เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสนองพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับมูลนิธิฯ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่แรกจัดตั้ง
การจัดตั้งมูลนิธิฯ ในวาระเริ่มแรก มีคณะกรรมการดำเนินงานประกอบด้วย
๑. หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ประธานกรรมการ
๒. นายธนิต อยู่โพธิ์ (อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น) รองประธานกรรมการ
๓. หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรรมการ
๔. นายพล วงศาโรจน์ กรรมการ
๕. นายสุพัฒน์ อนันตวงศ์ เหรัญญิกและเลขานุการ
เริ่มแรกจัดตั้งตามตราสาร (ข้อบังคับ) มูลนิธิฯ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้
๑. เผยแพร่งานศิลปและวรรณคดีของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยทั่วไป
๒. จัดให้มีสถานที่แสดงดนตรี และโขนละครบทพระราชนิพนธ์ เป็นพระบรมราชานุสรณ์ที่อำเภอ อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นที่พระบรมราชสมภพ
๓. ส่งเสริมการศึกษาศิลปและวรรณคดีไทย
๔. สนับสนุนงานศิลปและวรรณคดีไทย
ครั้นถึง พ.ศ. ๒๕๒๐ เมื่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีอักษรศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และในการประชุมสามัญของมูลนิธิฯ เมื่อวันศุกร์ที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ณ ห้องประชุมหอสมุดแห่งชาติ ที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์เลือกตั้งอัญเชิญ สมเด็จ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานคณะกรรมการของมูลนิธิฯ และทรงพระกรุณารับเป็นองค์ประธานนับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน ได้พระราชทานพระราชดำรัสในการประชุมนั้น ความว่า
“ขอขอบคุณกรรมการทุกท่านที่ได้รับข้าพเจ้ามาเป็นกรรมการด้วยอีกผู้หนึ่งอย่างเต็มใจ ซึ่งการที่จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้มาเป็นกรรมการครั้งนี้ ตั้งใจอยู่ว่าจะใช้ความรู้ที่เคยได้ศึกษามาในการส่งเสริมพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยที่มีความคิดอยู่ว่า พระองค์ท่านเป็นผู้มีความรู้และความสามารถในวิทยาการหลายแขนง ตั้งแต่การที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ก็ย่อมทรงทราบวิชาวิทยาการต่างๆ ซึ่งเป็นของพระมหากษัตริย์ มีการปกครอง และการทหาร เป็นต้น และยังได้ทรงมีความรู้ทั้งในด้านศิลปะ ทั้งในด้านการประพันธ์ การดนตรี และในด้านประติมากรรม ทุกอย่างที่กล่าวมาก็ทำได้ถึงขั้นเป็นที่ยกย่องทั้งภายในและภายนอกประเทศ จึงเป็นบุคคลที่เราจะเรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากผู้หนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ความสำคัญอยู่ที่ความสามารถในด้านศิลปะนานาประการ เพราะฉะนั้น นอกจากจะถือว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ปกครองบ้านเมืองมา นำบ้านเมืองมาอย่างสงบสุขแล้ว อย่างในด้านวิทยาการนี้ ยังถือว่าเป็นบรมครูอีกด้วย คือ ท่านผู้มีความรู้ในด้านศิลปะ ผู้ค้นคิดวิทยาการเก่าๆ ของไทยเรา และรู้สึกสำนึกในบุญคุณของท่านที่สร้างศิลปะมาให้เรารุ่นหลังได้ใช้ นอกจากเป็นการใช้ประกอบอาชีพแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องเตือนใจอยู่เสมอว่า บ้านเมืองเรานี้ คนรุ่นเก่ามีความสามารถรักษาบ้านเมืองไว้ให้อยู่อย่างสงบสุขพอที่จะมีศิลปกรรมต่างๆ อันเป็นที่เชิดหน้าชูตามาได้เป็นระยะเวลาอันยาวนานไม่ขาดสาย ดังนั้นจึงเป็นข้อเตือนใจให้เราคนรุ่นหลังได้นึกอยู่ตลอดเวลาที่เราจะรักษาบ้านเมืองของเราไว้โดยที่ไม่ต้องคิดเรื่องรักชาติอย่างอื่น นอกจากมองจากที่ท่านได้ทำไว้แล้ว แล้วเราก็หวงแหนและรักษาไว้ ฉะนั้น จึงเห็นว่าพระราชกรณียกิจของท่านสำคัญ พอดีได้เรียนมาทางด้านเกี่ยวกับวรรณคดี ก็เคยเรียนบทพระราช-นิพนธ์มาบ้าง จึงคิดว่าคงจะร่วมทำอะไรได้ แม้แต่อาจจะไม่ได้เต็มที่นัก ก็จึงขอให้ท่านกรรมการทั้งหลายได้ร่วมกันในการปฏิบัติงานต่างๆ ให้สำเร็จตามเป้าหมายเดียวกันนี้ และถ้ามีอะไรก็ขอให้เล่าให้ฟัง สิ่งที่ทำไปแล้วหรือสิ่งที่จะเล่าให้ฟัง ตอนไหนก็ได้ เพื่อที่จะได้ข้อปลีกย่อย หรือมีข้อขัดข้องอะไรก็จะได้ช่วยกันคิดช่วยกันทำ หรือว่าจะมีงานอะไรใหม่ๆ ที่จะส่งเสริมพระราชกรณียกิจ เราก็จะได้ช่วยกันแก้ปัญหาได้ และขอขอบคุณ ทุกท่านด้วย”
สงกรานต์นี้ ขอเชิญชวนทุกท่านมาเที่ยวงาน “สงกรานต์ วิถีไทย ในอุทยาน ร.๒” ระหว่างวันที่ ๑๑ – ๑๓ เมษายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๐.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.๒) อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
พบกับกิจกรรม อาทิ


โทร. ๐ ๓๔๗๕ ๑๖๖๖, ๐ ๓๔๗๕ ๑๓๗๖ Inbox Facebook : เพจ อุทยาน ร.๒
ขอเชิญรับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมในงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประจำปี ๒๕๖๘ วันที่ ๘ – ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
UK automatic cheap replica watches uk for men here are at affordable prices. All the collections are available.
โทร. ๐ ๓๔๗๕ ๑๖๖๖, ๐ ๓๔๗๕ ๑๓๗๖ Inbox Facebook : เพจ อุทยาน ร.๒
เรือนอาศรมศึกษา เดิมชื่อ “อาคารหงส์อัศเวศน์” เป็นบ้านของตระกูลอัศเวศน์ ได้ถวายให้วัดอัมพวันเจติยารามไว้เป็นที่พักอาศัยของพระสงฆ์เท่านั้น เดิมตั้งอยู่ในบริเวณวัดอัมพวันเจติยาราม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ขออนุญาตรื้อถอนมาปลูกสร้างใหม่ภายในอุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
เนื่องจากเป็นอาคารไม้ที่เมื่อปรับปรุงแล้วจะงดงาม เข้ากับหมู่อาคารเรือนไทยที่มีอยู่ในอุทยานฯ และจะได้ใช้ประโยชน์เป็นสถานที่อ่านหนังสือของประชาชนทั่วไป มูลนิธิฯ จึงได้จ้างช่างไม้โบราณจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีฝีมือด้านสร้างบ้านไทย มาซ่อมแซมก่อสร้าง แต่ขณะรื้อถอนอาคาร ปรากฏว่า ไม้ส่วนใหญ่ที่คิดว่าไม่ต้องซื้อใหม่ พังชำรุดเสียหายเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถนำมาปลูกสร้างใหม่อีกต่อไปได้ จำเป็นต้องซื้อไม้ใหม่เกือบทั้งหมด จึงได้มีการแก้ไขแบบแปลน โดยเพิ่มระเบียงอาคารขนาด ๓x๙ เมตร ออกไปทางด้านข้างของอาคารทั้ง ๒ ด้าน เพิ่มฝ้าเพดานทั้งในอาคารและระเบียง ปรับปรุงบันไดอาคาร ทำลูกกรงระเบียงทั้งด้านหน้าและด้านข้าง ๒ ด้าน จัดทำเชิงชายด้วยไม้สักฉลุรอบอาคาร จัดซื้อกระเบื้อง มุงหลังคาเพิ่มเติม พร้อมทั้งปูกระเบื้องเคลือบพื้นชั้นล่างทั้งหมด รวมค่าใช้จ่าย ๑,๒๕๐,๐๐๐ บาท และได้ตั้งชื่ออาคารหลังดังกล่าวว่า “อาศรมศึกษา”
ต่อมา ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขนมไทย โดยรวบรวมขนมไทยหลากหลายชนิดมารวมไว้ ในรูปแบบจำลองที่ทำจากวัสดุเรซิ่นให้มีความเหมือนจริง อาทิ ขนมในหม้อดิน ขนมตาล ขนมต้น ขนมมงคล ๙ อย่าง ขนมไทยในขวดโหล เช่น อาลัว ถั่วทอด กล้วยฉาบ ขนมหน้านวล มะพร้าวแก้ว เป็นต้น เพื่อแสดงให้เห็นภูมิปัญญาของคนไทยที่คิดค้นขนมไทย ซึ่งมีทั้งความอร่อยและยังมีความวิจิตรบรรจงของขั้นตอนวิธีการทำที่งดงามด้วย ให้เยาวชนและประชาชนได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับขนมไทยแต่ละชนิด
และเมื่อพ.ศ. ๒๕๖๓ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงเป็นห้องจัดนิทรรศการหุ่นกระบอก โดยจัดแสดงหุ่นกระบอกเรื่องพระอภัยมณี ในรูปแบบสื่อของจริง สื่อวีดิทัศน์ และสื่อชุดนิทรรศการหุ่นกระบอกอินเตอร์แอคทีฟ
© ๒๕๖๒ – มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์.