thai eng

เกิดเหตุเรื่องเขมรตอนที่ ๓

เกิดเหตุเรื่องเขมรตอนที่ ๓

ฝ่ายเจ้าพระยายมราช (น้อย) ซึ่งยกกองทัพไทยลงไปตั้งอยู่ที่เมืองบันทายเพชรนั้น ตั้งแต่มีหนังสือลงไปถึงสมเด็จพระอุไทยราชาแลองต๋ากุนญวนเจ้าเมืองไซ่ง่อนแล้วรอฟังอยู่จนตลอดฤดูแล้งก็ไม่ได้รับตอบมาอย่างหนึ่งอย่างใด จึงเห็นว่าเป็นอุบายของญวนที่จะแกล้งถ่วงเวลาไปให้ถึงฤดูน้ำจนใช้เรือได้สะดวกแล้ว ญวนจึงจะยกกองทัพเรือขึ้นมาช่วยสมเด็จพระอุไทยรา ถ้าปล่อยการรั้งรอไปให้สมความคิดญวน กองทัพไทยจะเสียเปรียบมากนัก เพียงแต่ที่ตั้งรั้งรออยู่ เสบียงอาหารก็ขัดสนเข้าทุกที เจ้าพระยายมราชจึงปรึกษากับนักพระองค์สงวนซึ่งเป็นพระมหาอุปโยราช นักพระองค์อิ่มซึ่งเป็นพระมหาอุปราช แลนักพระองค์ด้วง ซึ่งเป็นน้องสมเด็จพระอุไทยราชา ทั้ง ๓ พระองค์ ว่าซึ่งสมเด็จพระอุไทยราชาเจ้ากรุงกัมพูชาหนีไปเอาอำนาจญวนเป็นที่พึ่ง แลเมื่อไทยได้พูดจาด้วยโดยดีแล้วแกล้งนิ่งเสียเช่นนั้น ความประพฤติของสมเด็จพระอุไทยราชาเจ้ากรุงกัมพูชาหนีไปเอาอำนาจญวนเป็นที่พึ่ง แลเมื่อไทยได้พูดจาด้วยโดยดีแล้วแกล้งนิ่งเสียเช่นนั้น ความประพฤติของสมเด็จพระอุไทยราชาเป็นฐานขบถโดยตรงจะรั้งรอไม่ทำอย่างไรต่อไปนั้นไม่ได้ จำจะต้องทำการที่เห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างดีที่สุดสำหรับกรุงเทพฯ นักองค์ทั้ง ๓ มีความสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพฯ ยอมที่จะทำตามคำแนะนำของพระยายมราชทุกประการ เจ้าพระยายมราชจึงให้เผาเมืองพนมเพ็ญ เมืองกะพงหลวง แลเมืองบันทายเพ็ชรเสียทั้ง ๓ เมือง เพื่อจะมิให้เป็นที่อาศัยของข้าศึก แล้วให้อพยพผู้คนเข้ามาตั้งอยู่ที่เมืองพัตบอง ให้พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง อยู่ฟังราชการที่เมืองบันทายเพ็ชร ส่วนเจ้าพระยายมราชพานักองค์ทั้ง ๓ เข้ามายังกรุงเทพฯ จึงโปรดให้เจ้าเขมรพักอยู่ที่บ้านเดิมของสมเด็จพระนารายณ์ราชาริมสะพานบ้านเขมรทุกวันนี้ นักพระองค์สงวนซึ่งเป็นพระมหาอุปโยราชเข้ามาอยู่กรุงเทพฯฯ ได้ ๔ ปี ป่วยถึงอนิจกรรม คงอยู่ต่อมาแต่นักพระองค์อิ่มซึ่งเป็นพระมหาอุปราชกับนักพระองค์ด้วง

ในเวลาเมื่อเจ้าพระยายมราพานักพระองค์ทั้ง ๓ เข้ามานั้น พระราชเสนาซึ่งเป็นราชทูตเชิญพระราสาสน์ออกไปในการศพดึกทายเฮายังอยู่ที่กรุงเวียดนาม จึงโปรดให้มีพระราชสาสน์ให้ขุนอนุรักษ์ภูธร หมื่นสุนทรภักดี เชิญออกไปให้พระราชเสนานำขึ้นถวายพระเจ้าเวียดนามยาลอง เล่าเหตุการณ์ทั้งปวงที่มีมาในกรุงกัมพูชาให้พระเจ้ากรุงเวียดนามทราบตั้งแต่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงสมเด็จพระอุไทยราชามาแต่ยังเยาว์ จนได้ทรงอภิเษกเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา ก็มิได้มีความกตัญญูรู้พระเดชพระคุณ แม้เมื่อเสด็จสวรรคตก็บิดพลิ้วเสีย ไม่เข้ามาถวายบังคมพระบรมศพ แลซ้ำประพฤติทะนงตนเองอาจขัดแข็งต่อกรุงเทพฯ มาหลายครั้งหลายคราว ครั้นให้ลงไปว่ากล่าวโดยดีหวังว่าจะให้เป็นการเรียบร้อย สมเด็จพระอุไทยราชาก็กลับหลบหนีลงไปอยู่เสียที่เมืองไซ่ง่อน จึงแจ้งความทั้งปวงมาให้พระเจ้ากรุงเวียดนามทราบความที่จริงไว้ ขุนอนุรักษ์ภูธรเชิญพระราชสาสน์ไปจากกรุงเทพฯ เมื่อ ณ วันอาทิตย์เดือน ๘ บุรพาสาธ แรม ๑๐ ค่ำ ปีวอกจัตวาศก พ.ศ.๒๓๕๕

ครั้นพวกทูตานุทูตกลับมาจากกรุงเวียดนาม เชิญพระราชสาสน์ของพระเจ้าเวียดนามยาลอง เจ้าเมืองไซ่ง่อนมีหนังสือบอกขึ้นไปถึงกรุงเวียดนามว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาให้ยกกองทัพใหญ่ไปตั้งอยู่แดนพนมเพ็ญ เจ้าเมืองเขมรตกใจกลัวจึงหนีไปอยู่เมืองไซ่ง่อน กองทัพไทยตั้งแต่ไปอยู่เมืองเขมรเบียดเบียนริบรบาทว์ ไพร่พลเมืองเขมรได้ความเดือดร้อนนัก จนชั้นแต่ละเนียดค่ายวังของสมเด็จพระอุไทยราชาก็รื้อเอาไปทำฟืนเสีย พระเจ้ากรุงเวียดนามคอยฟังราชสาสน์กรุงเทพฯ อยู่ จะได้รู้เหตุผลต้นปลายก็พอมีพระราชสาสน์พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาออกไป ในพระราชสาสน์มีความจะแจ้งอยู่ว่า ขอให้พระเจ้ากรุงเวียดนามช่วยทรงพระดำริ อย่าให้เสียประเพณีที่เมืองใหญ่โอบอ้อมเมืองน้อยดังนี้ พระเจ้ากรุงเวียดนามเห็นว่า พระราชไมตรีทั้ง ๒ พระนครจะยือยาวไปก็เพราะตั้งอยู่ในประเพณีกษัตริย์ซึ่งอยู่ในสัตย์ธรรมทั้ง ๒ พระนคร ที่จริงนักพระองค์สงวนนั้นเป็นข้าก็ไม่ตรงต่อเจ้า เป็นบุตรก็หาความกตัญญูไม่ เป็นน้องก็ไม่อดออมต่อพี่โทษของนักพระองค์สงวนนั้นใหญ่ยิ่งกว่าผู้อื่น แต่เมื่อคิดไปนักพระองค์สงวนก็ยังเยาว์อยู่ ถ้ารู้ว่าตัวผิดรับขอโทษต่อพี่เสียก็พอจะหายโทษ ถ้าเป็นได้ดังนี้แล้วเนื้อกับกระดูกจะได้ร่วมกัน กรุงเวียดนามจะแต่งให้ขุนนางพานักพระองค์จันทร์ (สมเด็จพระอุไทยราชา) กลับเข้ามาเมืองเขมร ขอให้กรุงศรีอยุธยาแต่ขุนนางผู้ใหญ่ออกไป พระเจ้ากรุงเวียดนามจะได้ชี้แจงความพร้อมกับขุนนางญวน แลให้พร้อมกันพาสมเด็จพระอุไทยราชากลับคืนมาเมืองเขมร อย่างนี้จึงจะควรกับสองพระนครอันเป็นใหญ่ ที่จะปลูกฝังทำนุบำรุงเมืองน้อยขึ้น

เมื่อในกรุงเทพฯ ได้ทราบความตามพระราชสาสน์ของพระเจ้ากรุงเวียดนามดังนี้ ก็เข้าใจได้ว่าญวนตั้งใจจะถือหางสมเด็จพระอุไทยราชา แลเห็นว่าญวนได้เปรียบอยู่ด้วยได้สมเด็จพระอุไทยราชาไปไว้ในมือ ถ้าจะขัดขวางคงจะต้องส่งกองทัพลงไปยึดเมืองเขมรในเวลาฤดูแลในท้องที่อันเสียเปรียบญวนในเชิงสงคราม อีกประการ ๑ ถ้าเกิดสงครามขึ้นทางข้างใต้อาจจะเป็นเหตุให้พม่ายกกองทัพเข้ามาทางข้างเหนือ ด้วยศึกพม่าที่มาตีเมืองถลางเมื่อปีมะเส็งเอกศก พ.ศ.๒๓๕๒ มิได้แตกยับเยินไปอย่างคราวก่อนๆ พม่ายังมีทั้งกำลังแลความมุ่งหมายที่จะหาโอกาสมาทำร้ายเมืองไทยอยู่ ด้วยเหตุเหล่านี้จึงทรงพระดำริว่า รักษาทางไมตรีกับญวนไว้ดีกว่าที่จะให้เกิดเป็นอริกันขึ้นในเวลานั้น จึงโปรดให้พระยามหาอำมาตย์เป็นราชทูต พระยาราชโยธาเป็นอุปทูต พระท่องสื่อเป็นตรีทูต เชิญพระราชสาสน์ไปกรุงเวียดนามเมื่อ ณ วันจันทร์ เดือน ๒ ขึ้น ๓ ค่ำ ปีวอกจัตวาศก พ.ศ.๒๓๕๕ ครั้นไปถึงเมืองไซ่ง่อน องต๋ากุนให้รับแห่พระราชสาสน์แลจัดการเลี้ยงทูตานุทูต มีงิ้วให้ทูตดู แลมีการประลองยุทธ์อวดกำลังญวนหลายอย่างเป็นต้นว่าให้เอาช้างศึกที่หัดไว้ออกสู้เสือสู้ไฟสู้ปืน ให้เห็นว่าช้างนั้นมิได้ตกใจกลัว เข้าแย่งร้านไฟแลเทงเสือ เสียงปืนสนั่นก็ไม่ถอยหนี เอาคนโทษที่ถึงตายมามัดให้ช้างแทงจนถึงตายเป็นการอวดทูตไทยต่างๆ ครั้นรับรองที่เมืองไซ่ง่อนแล้ว องต๋ากุนก็จัดพาหนะส่งพระราชสาสน์แลทูตไทยขึ้นไปเมืองเว้ พระเจ้าเวียดนามยาลองรับทูตไทยคราวนั้นตามความที่ปรากฏในจดหมายเหตุ ดูเป็นการที่ตั้งพระทัยจะทำให้พวกทูตเข้าใจว่าทรงยินดีในการที่จะรักษาทางพระราชไมตรีกับกรุงสยาม แลแสดงให้ทูตเห็นกำลังแลอำนาจของญวนด้วยประการต่างๆ เป็นต้นว่าให้ขุนนางพาไปเที่ยวดูบ้านเมือง ฉางข้าว ตึกดิน แลที่ไว้เครื่องศาสตราวุธ แล้วมีงิ้วให้ทูตดู ฝึกหัดประลองยุทธ์ให้ทูตดูที่สนามนอกกำแพงเมืองเว้เป็นการใหญ่ ยิ่งกว่าเมืองไซ่ง่อนขึ้นไปอีก ให้ทำเป็นแผงยกขึ้นไปตั้งเป็นค่ายสามชั้นห่างกันประมาณ ๓ เส้น หน้าค่ายนั้นปักรูปหุ่นร้านไฟสลับกัน ๓๘ ร้าน มีคนถือปืนคาบห่างกันประมาณชั้นละร้อยเศษ มีธงทวนสลับกับปืน แลมีกลองใหญ่คู่ ๑ มีร่มแดงกาง ๒ คัน มีคนหามองทงเจแม่ทัพอยู่กับกลองสัญญาของแม่ทัพ มีธงใหญ่อยู่กับองทงเจนั้น ๕ คัน สีเหลืองคัน ๑ สีแดงข้างละ ๒ คัน แล้วจึงตีกลองสัญญาขึ้น ๓ ที ให้คนขึ้นม้ามาหน้าช้างประมาณ ๓๐ เศษ มีม้าเทศสีขาวม้า ๑ ห่าง ต่อมาช้างพลาย ๓๘ ช้างผูกสัปคับมีธงสักหลาดแดงปักช้างละคัน ไสช้างให้วิ่งเข้าแทงหุ่นหน้าค่าย แล้วเสยร้านไฟ คนถือปืนอยู่ในแผงค่ายยิงปืนจุดพลุตีฆ้องกลองม้าล่อเสียงโห่ร้องอื้ออึง ช้างก็เข้ายื้อแย่งแทงค่ายล้มกระจัดกระจย แต่ทำอย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง เมื่อเสร็จการประลองยุทธ์แล้ว พระเจ้ากรุงเวียดนามมีรับสั่งให้ทูตานุทูตไทยไปเข้าเฝ้า รับสั่งว่าเรื่องเมืองเขมรนั้นจะให้สมเด็จพระอุไทยราชาไปขึ้นกรุงเทพฯ ดังเก่า แลจะให้ตัวเข้าไปเฝ้าถึงกรุงเทพฯด้วย ที่สมเด็จพระอุไทยราชาทำผิดมาแต่ก่อนนั้น พระเจ้ากรุงเวียดนามขอพระราชทานโทษเสียสักครั้ง ๑ แล้วจึงให้องต๋ากุนพร้อมกับพระยามหาอำมาตย์ พระยาราชโยธาพระท่องสื่อ พาสมเด็จพระอุไทยราชามาส่ง ณ เมืองบันทายเพ็ชรเมื่อ ณ เดือน ๔ ปีวอกจัตวาศก พ.ศ.๒๓๕๕ สมเด็จพระอุไทยราชาว่าเมืองบันทายเพ็ชรนั้นเป็นที่ดอนไม่พอใจอยู่ ขอตั้งอยู่ที่เมืองพนมเพ็ญ ด้วยใกล้แม่น้ำ ครั้นเสร็จส่งสมเด็จพระอุไทยราชาแล้ว พระยามหาอำมาตย์ พระยาราชโยธา ข้าหลวงไทยก็เดินบกมาเมืองพัตบอง

ครั้งนั้นองต๋ากุนทำสง่าอวดพวกไทยและเขมร สำแดงให้เห็นว่าเป็นคนโอบอ้อมอารีมีเมตตาแก่ราษฎรเขมร หวังจะให้เขมรนับถือ ประกาศนายทัพนายกองไพร่พลของตัวอันเป็นจำนวนคนถึงสองพันเศษ ไม่ให้ไปเที่ยวเบียดเบียนเอาทรัพย์สิ่งของพวกเขมร ตั้งแต่ผักต้นหนึ่งเป็นต้นไป ถ้าใครไปเอาของที่มีเจ้าของมาแล้วจะประหารชีวิตเสีย วันหนึ่งองต๋ากุนเห็นพวกญวนถือผักมากำมือหนึ่ง จึงให้เอาตัวมาถาม อ้ายญวนแจ้งว่าของชาวบ้าน เขาให้โดยปรกติไม่ได้ข่มเหงเขา องต๋ากุนว่ากฎหมายวางไว้แล้วตัวรู้หรือไม่ อ้ายญวนก็ให้การว่ารู้แล้วแต่เห็นว่าไม่ได้ข่มเหงเขา องต๋ากุนตัดสินว่าในหมายประกาศไม่ได้ว่าขอเขาให้โดยดีแล้วไม่มีโทษ ตัวทำผิดต้องตาย จึงสั่งให้เอาตัวไปประหารชีวิตเสีย เอาศีรษะมาเสียบไว้ สมเด็จพระอุไทยราชาจะให้สิ่งใด ญวนก็ไม่เอา จึงให้จับสุนัขแลจระเข้ไปส่งกองทัพญวน องต๋ากุนว่าสุนัขแลจระเข้ไม่มีเจ้าของให้รับไว้แจกจ่ายกันเป็นอาหาร องต๋ากุนให้เขมรปลูกหอสูงหลังหนึ่ง ตั้งโต๊ะเครื่องบูชาพระนามพระเจ้ากรุงเวียดนาม แล้วตั้งเป็นกำหนดว่าถึงวันขึ้นค่ำ ๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ให้สมเด็จพระอุไทยราชาและพระยาพระเขมรผู้ใหญ่แต่งเครื่องแต่งตัวอย่างญวนตามยศซึ่งพระเจ้ากรุงเวียดนามพระราชทานนั้น ขึ้นไปคำนับพระเจ้ากรุงเวียดนามทุกเดือน ให้คิดถึงพระเดชพระคุณพระเจ้ากรุงเวียดนามอย่าให้ลืมเสีย แต่ความที่พระเจ้ากรุงเวียดนามรับสั่งแก่ทูตไทย ว่าจะให้เมืองเขมรมาขึ้นกรุงเทพฯ อย่างเดิม แลจะให้สมเด็จพระอุไทยราชาเข้ามาเฝ้าถึงกรุงเทพฯ นั้น จะเป็นสักแต่ว่ารับสั่งหรือจะเป็นด้วยองต๋ากุนเห็นเป็นทีของญวนมาพลิกแพลงเสียอย่างไรไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ว่าตั้งแต่นั้นมาสมเด็จพระอุไทยราชาก็มิได้เข้ามาเฝ้าเป็นแต่ส่งเครื่องบรรณาการเข้ามาถวายตามอย่างแต่ก่อนทุกปี คือผ้าแพรไม้เลี่ยน ๕๐ ผืน ผ้าด้าย ๒๐๐ ผืน ผ้าด้าย ๒๐๐ ผืน ขี้ผึ้งหนักหาบ ๑ ผลเร่วหนัก ๒ หาบ ครั่งหนักหาบ ๑ รงหาบ ๑ น้ำรัก ๕๐ กะละออม ที่กรุงเทพฯ จะบังคับบัญชาสิ่งไรไปก็ไม่ได้เหมือนแต่ก่อน ของบรรณาการจิ้มก้องเมืองญวนนั้น ขี้ผึ้งหาบ ๑ กระวานหาบ ๑ ครั่งหาบ ๑ รงหาบ ๑ เร่วหาบ ๑ งาช้างหาบ ๑ นอระมาด ๒ ยอด พระเจากรุงเวียดนามรับสั่งว่าเมืองเขมรเป็นเมืองยากจน เอาของไว้สิ่งละเล็กละน้อย นอระมาด ๒ ยอด งากิ่ง ๑ สิ่งของนอกนั้นก็เอาไว้แต่สิ่งละ ๑๐ ชั่ง พอเป็นเกียรติยศแล้วจัดของตอบให้ทูตเขมรคุมมาพระราชทานสมเด็จพระอุไทยราชา ผ้าแพรลายมังกรทองแลแพรอย่างอื่นๆ กับผ้าขาวด้วย

ตั้งแต่นั้นเมืองเขมรทั้ง ๓๔ หัวเมืองใหญ่ก็ไปขึ้นอยู่แก่ญวนฝ่ายเดียว ตลอดมาจนถึงรัชกาลที่ ๓ ไทยจึงได้คืน ดังจะปรากฏเรื่องราวต่อไปในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ การที่ญวนเอาใจเขมรด้วยแสดงให้ปรากฏการทำนุบำรุงด้วยความดีต่างๆ นั้น ไม่เป็นไปได้จริงเพียงเท่าใด พอญวนเห็นว่าเขมรตายใจยอมอยู่ในอำนาจสิทธิ์ขาดแล้ว ญวนก็กะเกณฑ์เขมรให้ตัดไม้กงไม้กระดานส่ง แลเกณฑ์คนไปทำถนนหนทางใช้สอยการงานต่างๆ ของญวนตามชอบใจ แม้วัดในเมืองเขมรที่มีโบสถ์วิหารแลพระพุทธรูปพระเจดีย์ก็รื้อเอาอิฐไปทำกำแพงเมืองบ้างสร้างตึกแลเก๋งที่อยู่ของญวนบ้าง พระพุทธรูปที่เป็นทองเหลืองก็เอาไปหลอมหล่อทำปืนหามแล่น ใช้สอยพวกพระยาเขมรตลอดจนไพร่ได้ความเดือดร้อนทั่วไป จนพวกเขมรพากันคิดขบถขึ้นหลายราย ญวนรู้ก็จับฆ่าเสียเป็นอันมาก