thai eng

เกิดเหตุเรื่องเมืองเขมรตอน ๒

เกิดเหตุเรื่องเมืองเขมรตอน ๒

ฝ่ายกรุงกัมพูชา ตั้งแต่เกิดเหตุดังกล่าวมาในตอนที่ ๑ แล้ว  กับนักองค์สงวนซึ่งเป็นพระมหาอุปโยราช ก็มีความระแวงไม่ไว้ใจกัน ด้วยฝ่ายสมเด็จพระอุไทยราชาไปนิยมข้างญวน แต่ฝ่ายพระมหาอุปโยราชยังซื่อตรงต่อไทย ครั้น ณ เดือน ๓ ขึ้น ๒ ค่ำ เวลากลางคืน พระมหาอุปโยราชกับพระยาพระเขมรเจ็ดนาย ไพร่ประมาณร้อยเศษหนีสมเด็จพระอุไทยราชามาตั้งอยู่เมืองโพธิสัตว์ สมเด็จพระอุไทยราชาให้ขุนนางมาเกลี้ยกล่อมถึงสองครั้ง พระมหาอุปโยราชก็ไม่ยอมกลับไป กลับยึดเอาตัวขุนนางเหล่านั้นไว้ ข้าหลวงไทยซึ่งออกไปอยู่ที่เมืองพัตบอง และพระยาอภัยภูเบศร์ผู้รักษาเมืองพัตบอง ทราบเหตุดังนั้น ก็บอกเข้ามายังกรุงเทพฯ ครั้นได้ทรงทราบฯ ทรงพระราชดำริเห็นว่า พี่น้องวิวาทกันใหญ่โตจนถึงฆ่าขุนนางผู้ใหญ่แล้ว แลนักองค์สงวนก็หนีมาตั้งอยู่เมืองโพธิสัตว์จะมีแต่ศุภอักษรออกไปว่ากล่าวให้สมัครสมานดีกันเป็นปรกตินั้นเห็นจะไม่พอแก่เหตุการณ์ จำจะต้องให้มีกำลังออกไปด้วยจึงจะเป็นที่ยำเกรง จึงโปรดให้เจ้าพระยายมราช (น้อย) คุมกองทัพไปสมทบกับทัพพระยาพิไชยรณฤทธิ์ พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง ซึ่งไปตั้งอยู่ ณ เมืองพัตบองแต่ก่อน แลเชิญศุภอักษรออกไปว่ากล่าวเกลี่ยไกล่ให้พี่น้องเป็นสามัคคีกันเสีย เจ้าพระยายมราชได้ยกไปจากกรุงฯ ในเดือนสี่ปีมะแมตรีศก

ครั้นถึงต้นปีวอกจัตวาศก จุลศักราช ๑๑๗๔ พ.ศ.๒๓๕๕ สมเด็จพระอุไทยราชาแต่งกองทัพเขมรให้ติดตามมาจับพระอุปโยราชหลายทาง พระยาอภัยภูเบศร์ผู้ว่าราชการเมืองพัตบอง จึงให้พระยาโกษา พระยาวิเศษ พระยาสุนทร กรมการเมืองพัตบองคุมกำลังลงไปเมืองโพธิสัตว์คอยห้ามปรามอยู่ ครั้นเจ้าพระยายมราชยกลงไปถึงเมืองพัตบองคุมกำลังลงไปเมืองโพธิสัตว์คอยห้ามปรามอยู่ ครั้นพระยายมราชยกลงไปถึงเมืองพัตบองได้ทราบความดังนั้น ก็ยกกองทัพตามลงไปตั้งอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์ สืบได้ความว่าสมเด็จพระอุไทยราชา ให้พระยาสังคโลก พระยาเอกราช พระยาเพ็ชรเดโชเจ้าเมืองลาดปเอือย ยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่ตำบลริวิฉนากทัพหนึ่ง เจ้าพระยายมราชจึงคิดว่า ถ้าจะยกทัพลงไปเมืองบันทางเพ็ชรทีเดียว เกลือกว่าสมเด็จพระอุไทยราชาจะไม่ทันรู้เหตุผลหนักเบาก็จะตื่นตกใจหนีไป จึงให้พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมืองมีหนังสือแจ้งความลงไปให้สมเด็จพระอุไทยราชารู้ก่อน สมเด็จพระอุไทยราชาก็นิ่งเสียหาตอบหนังสือไม่ เจ้าพระยายมราชคอยท่าอยู่เห็นหายไป จึงแต่งให้พระภักดีนุชิตเชิญศุภอักษรลงไปแจ้งอีกครั้ง ๑ ครั้ง ถึงตำบลริวิฉนาก พระยายมราชเขมร พระยาพิศณุโลก พระยาเพ็ชรเดโช ซึ่งคุมกองทัพมาตั้งค่ายกั้นทางอยู่ ให้ยึดศุภอักษรแลคุมข้าหลวงผู้ถือศุภอักษรนั้นไว้ แล้วบอกไปถึงสมเด็จพระอุไทยราชา สมเด็จพระอุไทยราชากลับให้พระยาพระเขมรมาขับไล่พระภักดีนุชิตข้าหลวงเสีย มิได้รับศุภอักษรไว้ พระภักดีนุชิตกลับมาแจ้งความแก่เจ้าพระยายมราช เจ้าพระยายมราชเห็นว่า สมเด็จพระอุไทยราชาบังอาจออกหน้าดูหมิ่นสิ้นยำเกรง ก็พานักองค์สงวนยกกองทัพลงไป พวกพระยาพระเขมรที่ตั้งค่ายอยู่ตำบลริวิฉนาก รู้ว่ากองทัพไทยยกลงไปก็พากันหลบหนี ทิ้งไว้แต่ค่ายเปล่า แต่พระยาสุรสงครามซึ่งคุมทัพแลเรือเสบียงมาถึงตำบลกระพงชนัง พบกองทัพเรือพระยาธรรมาเดโช พระยาโยธาสงคราม พระยามนตรีเสนหา พวกเขมรเอาปืนใหญ่หน้าเรือยิงเอาพวกไทย ไทยก็มิได้ยิงตอบ ทัพไทยให้รีบรุดลงไป ครั้นเรือใกล้กันเข้า พระยาธรรมาเดโช พระยาโยธาสงคราม พระยามนตรีเสนหา ก็ถอยทัพหนีไป พระยาธรรมาเดโช ใช้ให้พระยามนตรีสงครามลงเรือเร็วรีบไปทูลแก่สมเด็จพระอุไทยราชาว่ากองทัพเจ้าพระยายมราชยกลงไปทั้งทางบกทางเรือผู้คนมากนักเหลือที่จะสู้รบได้ สมเด็จพระอุไทยราชาได้ทราบดังนั้น ก็อพยพครอบครัวรวมทรัพย์สิงของลงบรรทุกเรือล่องหนีไปจากเมืองบันทายเพ็ชร เมื่อ ณ วันพุธ เดือน ๕ แรม ๑๓ ค่ำ ไปพักอยู่เมืองพนมเพ็ญ

ฝ่ายนักองค์อิ่มซึ่งเป็นพระมหาอุปราช กับนักพระองค์ด้วงซึ่งเป็นน้อง ต้องอพยพไปกับสมเด็จพระอุไทยราชาในเรือลำหนึ่ง ปรึกษากันว่า ถ้าจะไปด้วยสมเด็จพระอุไทยราชาผู้พี่ก็จะพลอยเป็นขบถไปด้วย ครั้น ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๕ แรม ๑๔ ค่ำ ปีวอกจัตวาศก จุลศักราช ๑๑๗๔ เวลากลางคืน นักพระองค์อิ่ม นักพระองค์ด้วง จึงพาสมัครพรรคพวกขึ้นบกหนีกลับมา รุ่งขึ้นสมเด็จพระอุไทยราชารู้ความเข้าให้คนตามก็ไม่ทัน ฝ่ายพระยาสุรสงครามนายทัพเรือลงไปถึงโพโตก เขมรบอกความว่าสมเด็จพระอุไทยราชาพาครอบครัวลงไปทางเมืองพนมเพ็ญ พระยาสุรสงครามรีบตามลงไปหมายจะห้ามสมเด็จพระอุไทยราชาไว้ ก็มิทัน พบแต่เรือครอบครัวไพร่เขมรสับสนวุ่นวายอยู่ จึงประกาศป่าวร้องให้กลับขึ้นมาอยู่บ้านเรือนตามเดิม

ฝ่ายเจ้าพระยายมราชครั้นยกลงไปถึงเมืองบันทายเพชรได้ความว่าสมเด็จพระอุไทยราชาอพยพครอบครัวหนีไปถึงเมืองไซ่ง่อนแต่ ณ วันเสาร์ เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ แล้ว เจ้าพระยายมราชจึงให้มีหนังสือไปถึงองต๋ากุนฉบับ ๑ ถึงสมเด็จพระอุไทยราชา ฉบับ ๑ ชี้แจงว่ากองทัพกรุงเทพฯ ไม่ได้ยกลงไปเพื่อจะกระทำร้ายต่อสมเด็จพระอุไทยราชาอย่างใด โปรดให้เจ้าพระยายมราชออกไปว่ากล่าวเกลี่ยไกล่ให้สมเด็จพระอุไทยราชากับน้องสมัครสมานเป็นสามัคคีรสต่อกันอย่างเดิม อย่าให้แตกร้าวกันให้บ้านเมืองเป็นจลาจลขึ้น สมเด็จพระอุไทยราชาแลองต๋ากุนก็นิ่งเสียไม่ตอบเจ้าพระยายมราชประการใด เจ้าพระยายมราชจึงตั้งรอฟังราชการอยู่ที่เมืองบันทายเพชร แลนักองค์อิ่มนักองค์ด้วง ซึ่งหนีสมเด็จพระอุไทยราชากลับมานั้น เมื่อแจ้งว่าเจ้าพระยายมราชกับนักองค์สงวนผู้พี่มาตั้งอยู่เมืองบันทายเพชร ก็มาอยู่ด้วยองค์สงวน เจ้าพระยายมราชก็บอกข้อราชการเข้ามา ณ กรุงเทพฯ

ในวันนั้นพอที่กรุงเทพฯ ได้ทราบข่าวว่าดึกไทยเฮาซึ่งเป็นพระชนนีของพระเจ้าเวียดนามยาลองสิ้นพระชนม์ จึงโปรดให้พระราชเสนาเป็นราชทูต เชิญพระราชสาสน์ออกไปคำนับศพดึกไทยเฮาตามประเพณีทางพระราชไมตรี  เมื่อ ณ วันเสาร์ เดือน ๔ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีมะแมตรีศก จุลศักราช ๑๑๗๓ พ.ศ.๒๓๕๔ แลมีหนังสือเจ้าพระยาพระคลังไปถึงองเลโปฉบับหนึ่ง ใจความว่าขุนวิสูตรสงคราม ซึ่งออกไปเมืองไผทมาศกลับเข้ามากราบทูลว่า ผู้รักษาเมืองไผทมาศบอกว่ามีหนังสือลงมาแต่กรุงเวียดนามว่า ณ วันอังคาร เดือน ๑๑ ขึ้น ๗ ค่ำ ตึกไทยเฮาสิ้นพระชนม์ ครั้นจะงดไว้คอยฟังพระราชสาสน์แลหนังสือบอกเข้ามาก็ช้านัก จึงแต่งให้พระราชเสนาราชทูต หลวงสุริยภักดีอุปทูต หลวงรัตนทิพตรีทูต คุมสิ่งของออกมาคำนับพระศพดึกไทยเฮา ส่วนในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผ้าขาวหน้าทอง ๒๐ พับ ผ้าขาวซ่าห่าน ๒๐ พับ ผ้าขาวผืน ๒๐๐ ผืน ขี้ผึ้งหนัก ๓ หาบจันทน์เทศหนัก ๕๐ ชั่ง กฤษณาหนัก ๕๐ ชั่ง เครื่องหอมปรุงแล้วหนัก ๔๐ ชั่ง ส่วนในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ขี้ผึ้งหนักหาบ ๑ จันทน์เทศหนักหาบ ๑ ไม้กฤษณาหนัก ๓๐ ชั่ง ผ้าขาวซ่าห่านสี ๑๐ พับ ผ้าขาวผืน ๑๕๐ ผืน เครื่องหอมหีบ ๑