thai eng

เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองญวนเมืองเขมร

เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองญวนเมืองเขมร

ในเดือน ๑๑ ปีมะเส็งเอกศก เดือนที่ได้ข่าวศึกพม่านั้น โปรดให้ทูตานุทูตไทย มีพระยาเพชรปาณีเป็นราชทูตไปเมืองญวน เชิญพระราชสาสน์ไปยังพระเจ้ากรุงเวียดนามยาลอง บอกข่าวที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต แลที่พระองค์ได้เสด็จผ่านพิภพตั้งรัชกาลใหม่  ทูตไทยไปเมืองญวนครั้งนี้ นอกจากการเจริญพระราชไมตรีตามแบบอย่างในราชประเพณี เชื่อได้ว่าคงให้ออกไปพังเค้าเงื่อนความคิดญวณจะเป็นอย่างไร ในเวลาเมื่อเปลี่ยนรัชกาลในกรุงสยามด้วย

เรื่องพระราชพงศาวดารตอนนี้ ควรจะอธิบายเรื่องเมืองเขมร เมืองญวน ย้อนถอยหลังขึ้นไปสักหน่อย ผู้อ่านจึงจะเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดเกี่ยวข้องกับเมืองญวนแลเมืองเขมร ทั้งในตอนนี้แลในตอนต่อไป ได้ชัดเจนดี

เมืองเขมร หรือที่เรียกอีกนาม ๑ ว่ากรุงกัมพูชา เดิมเป็นเมืองขอมหลวง มีอำนาจมากแลอาณาเขตกว้างขวางในโบราณสมัย แต่อำนาจลดน้อยถอยลงโดยลำดับมาจนเมื่อไทยมาตั้งเป็นใหญ่ได้ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ขยายอาณาเขตรุกแดนกัมพูชาลงไปจากข้างเหนือทาง ๑  แว่นแคว้นกัมพูชา ซึ่งอยู่ทางริมทะเล ตั้งแต่ปากน้ำโขงไปทางตะวันออก ก็เกิดเป็นประเทศอิสระขึ้นอีกประเทศ ๑ เรียกว่า จัมปาประเทศ ตามตำนานที่จะพึงรู้ได้ ไพร่พลเมืองจัมปานี้ปะปนกันหลายชาติ เป็นพวกขอมเดิมบ้าง เชื้อสายแขกอินเดียที่มาอยู่ในเมืองขอมบ้าง พวกมาลายูข้ามทะเลมาอยู่บ้าง ลงปลายเมื่อการสั่งสอนศาสนาอิสลามแพร่หลายมาทางประเทศเหล่านี้ ชาวเมืองจัมปาโดยมากเข้ารีตถือศาสนาอิสลาม บุคคลจำพวกที่เราเรียกว่า แขกจาม ก็คือ ชาวเมืองจัมปานี้เอง เมืองจัมปายังเป็นอิสระมาจนในสมัยเมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมครองกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น ส่วนพวกญวนนั้น เข้าใจว่าเดิมเป็นชนจำพวก ๑ ในชาติไทยนี้เอง คือพวกที่ลงมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ในแว่นแคว้นเมืองตังเกี๋ย ครั้นจีนแผ่อาณาจักรออกมาถึงเมืองไทยเดิม ซึ่งเรียกว่ามณฑลฮุนหนำ มณฑลกุยจิ๋ว มณฑลกว่งตุ้ง มณฑลกวางไส ทุกวันนี้ จีนมีอำนาจมาจนถึงเมืองตังเกี๋ย ไทยชาวตังเกี๋ยต้องขึ้นแลสมาคมสนิทกับจีนยิ่งกว่าไทยใหญ่แลไทยในสยามประเทศ เมื่อช้านานหลายชั่วบุคคลเข้า ความนิยมของพวกชาวตังเกี๋ยก็ใกล้ไปข้างจีนมากเข้าทุกที จึงเกิดเป็นชนชาติ ๑ ที่เราเรียกว่าญวน แต่ในภาษาเขาเอง ทราบว่า เรียกว่าแกว จะต้องกับคำว่า เงี้ยวนั้นเอง ต่อมาพวกเมืองตังเกี๋ยมีอำนาจมากขึ้น และจะประจวบเวลาเหตุวิบัติอันใดมีขึ้นแก่เมืองจัมปาด้วย พวกญวนจึงแผ่อาณาเขตตลอดลงมา จนได้แดนจำปาไว้ในอำนาจ แต่ราชธานีเมืองญวนยังคงอยู่ที่เมืองตังเกี๋ย

ภูมิประเทศเมืองญวน ผิดกับประเทศอื่นในข้อสำคัญอยู่อย่าง ๑ อันจะพึงเห็นได้ในแผนที่ คือพื้นแผ่นดินที่อุดม ซึ่งเป็นทำเลผู้คนแลสมบัติบริบูรณ์ อยู่แต่ข้างฝ่ายเหนือที่สุดคือเมืองตังเกี๋ยตอน ๑ แลมาดูตอนใต้ที่สุดตอนปากแม่น้ำโขงที่เป็นเขตเมืองจัมปา ตอน ๑ แต่แผ่นดินตอนกลางที่เชื่อมกันนั้น เทือกเขาบรรทัดออกไปใกล้ทะเล ที่ซึ่งเหลืออยู่ในระหว่างเขาบรรทัดกับชายทะเลเป็นที่แคบ และไม่เป็นที่ดินอุดมสำหรับการเพาะปลูกต้องทิ้งเป็นป่าเปล่ามาช้านาน เพราะภูมิแผนที่เป็นเช่นนี้ เจ้าแผ่นดินญวนตอนแรกเมื่อตั้งเมืองตังเกี๋ยเป็นมณฑลราชธานี จึงมีความลำบากในการปกครองราชอาณาจักรตอนใต้ เพราะเหตุที่อยู่ห่างไกลกันนัก อยู่มาเจ้าแผ่นดินญวนองค์ ๑ ปรารภถึงความลำบากในการปกครองราชอาณาจักรด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงมาตั้งเมืองเว้ขึ้นเป็นราชธานี ตรงที่แผ่นดินแคบอยู่ในระหว่างมณฑลตังเกี๋ยแลมณฑลข้างปากน้ำโขงซึ่งญวนเรียกว่าดงในส่วนหัวเมืองทั้ง ๒ มณฑลนั้น ตั้งผู้สำเร็จราชการอยู่ปกครอง แต่ความคิดที่มาตั้งเมืองไว้เป็นราชธานีไม่เป็นประโยชน์ได้จริงดังคาด ด้วยต่อมาเมื่อถึงเจ้าแผ่นดินญวนที่หย่อนอำนาจลง ผู้สำเร็จราชการมณฑลตังเกี๋ยแลมณฑลดงไน ซึ่งตั้งเมืองไซง่อนเป็นเมืองหลวงนั้น ต่างก็รวบรัดเอาอำนาจแลความสิทธิ์ขาดไว้ในวงศ์ตระกูลของตน เจ้าแผ่นดินญวนที่เมืองเว้กลับกลายไปเป็นอย่างเจว็ด มีอำนาจน้อยลงไปกว่าเมื่ออยู่เมืองตังเกี๋ย การเป็นดังนี้มาช้านาน

ส่วนเมืองเขมร คือ กรุงกัมพูชา ตั้งอยู่ในระหว่างเมืองไทยกับเมืองญวน เวลาญวนหรือไทยข้างไหนมีอำนาจมาก เขมรก็ขึ้นแก่ฝ่ายนั้น ถ้าหากว่าเป็นเวลาอำนาจไล่เลี่ยกัน เขมรก็ยอมขึ้นทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นดังนี้มาแต่ครั้งกรุงเก่า แต่เพราะเขมรนิยมในลัทธิแลประเพณีการต่างๆ อย่างไทย ตั้งแต่ลัทธิศาสนาเป็นต้นตลอดจนประเพณีการบ้านเมืองโดยปรกติความสนิทสนมมาจึงมีอยู่ข้างฝ่ายไทยมากกว่าญวน ด้วยญวนไปนิยมเอาอย่างจีนเสียในการทุกอย่างทั่วไป

ในสมัยกรุงเก่าตอนปลาย ตั้งแต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ การในเมืองญวนจับจะไม่เป็นปรกติ ด้วยเกิดเกี่ยงแย่งกันขึ้นในผู้ปกครองเมือง อำนาจญวนอ่อนลงเมืองเขมรจึงมาเป็นประเทศราชขึ้นไทยสิทธิ์ขาดตลอดมาจนกรุงเก่าเสียแก่พม่าข้าศึก เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งกรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีในสยามประเทศ ครั้งนั้นนักองค์ตนครองกรุงกัมพูชา ขนานนามว่าสมเด็จพระนารายณ์ เกิดวิวาทขึ้นกับญาติวงศ์องค์ ๑ ชื่อนักองค์โนน ซึ่งมียศเป็นพระรามราชา พระรามราชาหนีเข้ามาพึ่งอยู่ในกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีมีรับสั่งให้มีศุภอักษรไปถึงสมเด็จพระนารายณ์เจ้ากรุงกัมพูชาว่ากรุงศรีอยุธยากลับตั้งเป็นอิสระได้ดังแต่ก่อนแล้ว ให้พระเจ้ากรุงกัมพูชาจัดต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวายดังแต่ก่อน สมเด็จพระนารายณ์เจ้ากรุงกัมพูชาตอบเข้ามาว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีมิใช่เชื้อสายตระกูลเก่าไม่ยอมขึ้น พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงขัดเคือง จึงดำรัสสั่งให้กองทัพไทยลงไปตีกรุงกัมพูชา เมื่อปีฉลูเอกศก พ.ศ.๒๓๑๒ ครั้ง ๑ เมื่อปีเถาะตรีศก พ.ศ.๒๓๑๔ ยกลงไปตีอีกครั้ง ๑ ครั้งหลังนี้พระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จเป็นจอมพลลงไปเอง ตีได้หัวเมืองเขมรเป็นอันมาก สมเด็จพระนารายณ์เจ้ากรุงกัมพูชาสู้รบต้านทานไม่ได้ ก็พาครอบครัวอพยพหนีลงไปพึ่งญวนอยู่ ณ เมืองไซ่ง่อน  ครั้นกองทัพไทยกลับมาแล้ว สมเด็จพระนารายณ์เจ้ากรุงกัมพูชาก็ขอกองทัพญวนกลับขึ้นมาตั้งอยู่ที่แพรกปักปรัด แต่มิอาจจะมาอยู่เมืองบันทายเพชร ซึ่งเป็นเมืองหลวงตามเดิมด้วยครั้งนั้นไทยยึดหัวเมืองเขมรไว้ได้ทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายตะวันตก (พระเจ้ากรุงธนบุรีให้นักองค์โนนที่เป็นพระรามราชาลงไปตั้งเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองปอดซึ่งอยู่ชายทะเลแลให้กองทัพไทยตั้งรักษาอยู่ที่เมืองพัตบองอีกแห่ง ๑ ในขณะที่พอทางเมืองญวนเกิดจลาจลขึ้น ด้วยพวกโจรไกเซินเป็นขบถ ผู้สำเร็จราชการเมืองตังเกี๋ยเข้ากับพวกขบถ พากันยกมาตีเมืองเว้ จับเจ้านายในราชวงศ์ญวนฆ่าฟันเสียเป็นอันมากที่เหลืออยู่พากันหนีลงมาอาศัยอยู่เมืองไซ่ง่อน ในเวลานั้นทำนองสมเด็จพระนารายณ์ (นักองค์ตน) เกรงกองทัพไทยจะยกไปตีอีก จะหมายพึ่งญวนก็ไม่ได้ดังแต่ก่อน จึงมีศุภอักษรเข้ามาขออ่อนน้อมยอมขึ้นต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงขัดเคืองไม่ยอมเชื่อถือสมเด็จพระนารายณ์ แต่จะได้เตรียมกองทัพไทยที่จะยกลงไปหรือไม่ข้อนี้ไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ว่าเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ยอมทรงเชื่อถือสมเด็จพระนารายณ์แล้ว ทางโน้นสมเด็จพระนารายณ์ปรึกษากับพระยาพระเขมร เห็นพร้อมกันว่า ควรจะให้นักองค์โนน คือ พระรามราชาเป็นเจ้ากรุงกัมพูชา ให้สิ้นวิวาทบาดหมางกับไทย จึงให้ไปเชิญพระรามราชามาจากเมืองกำปอด ยอมยกตำแหน่งเจ้ากรุงกัมพูชาถวายแก่พระรามราชา เมื่อความทั้งนี้ทราบถึงพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ทรงพระโสมนัส จึงแต่งข้าหลวงลงไปให้อภิเษกนักองค์โนน เป็นสมเด็จพระรามราชาพระเจ้ากรุงกัมพูชา ส่วนนักองค์ตนซึ่งเป็นสมเด็จพระนารายณ์เจ้ากรุงกัมพูชาอยู่แต่ก่อนนั้น ยอมลดยศลงเป็นพระมหาอุปโยราช แลมีพระมหาอุปราชอีกองค์ ๑ ชื่อนักองค์ธรรม เป็นพระมหาอุปราชมาแต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์ครองกรุงกัมพูชาอยู่

ตั้งแต่สมเด็จพระรามราชาได้เป็นใหญ่ เมืองเขมรก็มาขึ้นไทยแต่ฝ่ายเดียว อยู่มามีผู้รายลอบฆ่านักองค์ธรรมผู้เป็นมหาอุปราชตาย นักองค์ตนซึ่งเป็นพระมหาอุปโยราชนั้นอยู่มาไม่ช้าก็ป่วยเจ็บพิราลัยลงอีกองค์ ๑ ปรากฏว่าอายุเพียง ๓๙ ปี นักองค์ตนมีธิดา ๓ องค์ ชื่อนักองค์เมน ๑ นักองค์อี ๑ นักองค์เภา ๑ มีบุตรองค์ ๑ ชื่อนักองค์เอง นักองค์เอง อายุได้ ๔ ขวบ บุตรธิดาองค์ตนทั้ง ๔ องค์นี้ต่างมารดากัน นักองค์เมนกับนักองค์เภามารดาเป็นมเหสี แต่นักองค์อีกกับนักองค์เองมารดาเป็นนักสนม กรุงกัมพูชาเวลานั้น สมเด็จพระรามราชาได้เป็นใหญ่อยู่แต่องค์เดียวก็จริง แต่ส่วนพระยาพระเขมรแตกกันเป็น ๒ พวก ผู้ที่มิใช่พวกของสมเด็จพระรามราชา เชื่อว่าสมเด็จพระรามราชาแต่งคนไปลอบฆ่ามหาอุปราช อยู่มาไม่ช้าพระยาพระเขมรพวกนี้คิดการขบถ ชักชวนพวกญวนแลเขมรยกมารบสมเด็จพระรามราชา จับสมเด็จพระรามราชาได้ให้ถ่วงน้ำเสีย ฟ้าทะละหะ (มู) จึงตั้งตนเป็นผู้รักษาราชการกรุงกัมพูชาแทนนักองค์เองซึ่งยังเป็นเด็กอยู่

เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบว่า พวกขุนนางเขมรเป็นขบถฆ่าสมเด็จพระรามราชาเสีย ทรงพระพิโรธแก่พระยายมราช (แบน) ซึ่งครั้งนั้นเป็นขุนนางคนสนิทของสมเด็จพระรามราชา นัยว่า เพราะไม่ระวัง ปล่อยให้เขาทำร้ายเจ้านายได้ แต่เหตุที่จริงน่าจะกว่านี้ บางทีจะสงสัยว่าเป็นใจกับพวกขบถ จึงมีรับสั่งให้มีท้องตราออกไปยังฟ้าทะละหะ (มู) ให้ส่งตัวพระยายมราช (แบน) มายังกรุงธนบุรีแล้วเอาตัวจำไว้ ณ คุก ในเวลาเมื่อพระยายมราช (แบน) อยู่ในระหว่างโทษนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่ยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ทรงพระกรุณาอุปการะจนได้พ้นโทษ พระยายมราช (แบน) จึงได้เป็นข้าหลวงเดิมมาแต่ครั้งนั้น

ฟ้าทะละหะ (มู) รักษาราชการเมืองเขมรมาได้ ๔ ปี ถึงปีฉลูตรีศก พ.ศ.๒๓๒๔ เห็นจะคิดตั้งตัวเป็นใหญ่เอง จึงไปฝากฝ่ายเข้ากับญวน ข่าวอันนี้ทราบเข้ามาถึงกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระดำริเห็นว่า เมืองเขมรหมดเชื้อวงศ์เจ้านายที่จะครองเมือง มีแต่นักองค์เองก็เป็นเด็ก แลยังซ้ำเป็นบุตรนักองค์ตนสมเด็จพระนารายณ์ซึ่งไม่เข้ากับพระเจ้ากรุงธนบุรีมาแต่เดิม จะปล่อยให้การเป็นไปตามอำเภอใจพระยาพระเขมรก็คงจะเกิดรบราฆ่าฟันกันไปไม่มีที่สิ้นสุด จึงโปรดให้จัดกองทัพใหญ่ ให้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่ยังเสด็จดำรงพระเกียรติยศ เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพ เสด็จไปปราบปรามเมืองเขมรพร้อมกับสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรฯ แต่ยังเสด็จดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ ในครั้งนั้น พระเจ้ากรุงธนบุรีมีรับสั่งให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ ซึ่งเรียกในพงศาวดารเขมรว่า พระเจ้าน้อย ไปในกองทัพด้วย มีรับสั่งไปว่า ถ้าปราบปรามกรุงกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ให้อภิเษเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ ครองกรุงกัมพูชาต่อไปทีเดียว แต่กองทัพไทยแกลงไปครั้งนั้นยังไม่ทันทำการปราบปรามกรุงกัมพูชาได้สำเร็จ พอข้างกรุงธนบุรีเกิดการจลาจล เหตุด้วยพระเจ้ากรุงธนบุรีมีสัญญาวิปลาสประพฤติผิดร้ายแรงต่างๆ จนพวกพระยาสรรค์คิดขบถยกเข้ามาตีพระนคร เอาพระเจ้ากรุงธนบุรีออกจากราชสมบัติเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงทราบว่าเกิดการจลาจลขึ้นในราชธานี ก็รีบยกกองทัพกลับเข้ามา ครั้นเสด็จมาถึง ข้าราชการทั้งปวงจึงอัญเชิญเสด็จขึ้นปราบดาภิเษกเสวยราชสมบัติ ต้องทรงติดพระราชธุระจัดการภายในพระราชอาณาจักรอยู่มาก จึงต้องละการงานเมืองเขมรไว้คราว ๑

เวลานั้นทางเมืองญวน พวกขบถไกเซินยกตามลงมาตีเมืองไซ่ง่อน องเชียงสือ ซึ่งเป็นเชื้อราชวงศ์ญวนลงมาตั้งสู้รบพวกขบถอยู่ที่นั้น ให้ขึ้นมาเกณฑ์กองทัพเขมรไปช่วยรบพวกขบถ ฟ้าทะละหะ (มู) จัดกองทัพลงไปช่วย ก็สู้พวกญวนขบถไม่ได้ ที่สุด องเชียงสือเองก็ต้องหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกอยู่ในกรุงเทพฯ ทางเมืองเขมร พอญวนสิ้นอำนาจลง พวกพระยาพระเขมรที่มิใช่สมัครพรรคพวกฟ้าทะละหะ (มู) ก็พากันกระด้างกระเดื่องขึ้น ถึงกับจับฟ้าทะละหะ (มู) ฆ่าเสีย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดให้พระยายมราช (แบน) ซึ่งเป็นผู้มีสมัครพรรคพวกมากออกไปรักษาเมืองเขมร พระยายมราช (แบน) ก็รักษาราชการกรุงกัมพูชาอยู่ไม่ได้ด้วยเขมรแตกกันเป็นหลายพวกหลายฝ่ายนัก พระยายมราช (แบน) กับพระยากลาโหม (ปก) จึงพาเชื้อวงศ์เจ้าเขมรที่ยังมีตัวอยู่ คือ น้องหญิงสมเด็จพระนารายณ์ (นักองค์ตน) ๒ องค์ ธิดา ๓ องค์ นักองค์เองซึ่งเป็นบุตรมีอายุได้ ๑๐ ขวบ ในเวลานั้นองค์ ๑ อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงตั้งพระยายมราช (แบน) เป็นเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ส่วนนักองค์เองนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเลี้ยงเป็นพระราชบุตรบุญธรรม เจ้าหญิงซึ่งเป็นพี่นักองค์เอง ๓ องค์ นักองค์เมนป่วยถึงแก่กรรม เหลือแต่นักองค์อี นักองค์เภากรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาท ทรงรับไปเลี้ยงเป็นพระสนมเอกในพระราชวังบวรฯ

ฝ่ายข้างทางเมืองเขมร พวกแขกจามกับพวกพระยาพระเขมรต่างชิงกันเป็นใหญ่รบพุ่งอ่อนกำลังลงด้วยกัน ลงที่สุดพวกแขกจามแพ้ พวกพระยาพระเขมรจึงมีใบบอกเข้ามาขอรับพระราชทานนักองค์เองออกไปครองกรุงกัมพูชา แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระราชดำริเห็นว่า นักองค์เองอายุยังเยาว์นัก ถ้าส่งออกไปครองกรุงกัมพูชาในเวลานั้น ฉวยเกิดเหตุการณ์อย่างเป็นมาแล้ว ก็จะสิ้นสูญวงศ์เจ้านายซึ่งเคยปกครองกรุงกัมพูชามาแต่ก่อน จึงโปรดให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ออกไปเป็นผู้รั้งราชการกรุงกัมพูชาอยู่ ณ เมืองอุดงฦๅไชย ตั้งแต่ปีมะโรงฉศก พ.ศ.๒๓๒๗ เป็นต้นมา

ครั้นถึงปีมะเมียอัฐศก พ.ศ.๒๓๒๙ องเชียงสือญวน ซึ่งเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในกรุงเทพฯ ได้ ๔ ปี หนีกลับออกไปเมืองญวน เรื่ององเชียงสือนี้เป็นปัจจัยแก่เหตุการณ์ในราชพงศาวดาร ตลอดมาจนรัชกาลที่ ๒ ที่ ๓ และยังมีเรื่องราวขององเชียงสือทั่งไม่ได้ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดาร สมควรจะอธิบายเรื่องเมืองญวนต่อไปในที่นี้อีกสักตอน ๑ ต่อเรื่องที่ได้แสดงโดยเนื้อความมาข้างต้น จนกระทั่งถึงองเชียงสือหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารนั้น ส่วนเรื่องพิสดารที่เกิดขบถไกเซินในเมืองญวนอย่างไร มีแจ้งอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี แลพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑ แล้ว ไม่ต้องกล่าวซ้ำในที่นี้อีก จะกล่าวแต่เรื่ององเชียงสือเป็นต้นไป คือ ตั้งแต่องเชียงสือเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดให้กองทัพไทยทัพเขมรออกไปช่วยตีเมืองไซ่ง่อนให้องเชียงสือ เมื่อปีเถาะเบญจศก พ.ศ.๒๓๒๖ ครั้ง ๑ เมื่อปีมะโรงฉศก พ.ศ.๒๓๒๗ อีกครั้ง ๑ การไม่สำเร็จได้ดังพระราชประสงค์ทั้ง ๒ ครั้ง เหตุด้วยข้างกรุงเทพฯ กำลังติดรบพุ่งกับพม่าข้าศึก จะส่งกองทัพใหญ่ลงไปเมืองญวนยังไม่ได้ องเชียงสือเวลาอยู่ในกรุงก็ได้พาพรรคพวกโดยเสด็จไปช่วยรบพุ่งข้าศึกหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงได้ทรงพระกรุณาแก่องเชียงสือมาก ครั้งนั้นพวกพ้องขององเชียงสือยังอยู่ในเมืองญวน เห็นว่าองเชียงสือเข้ามาพึ่งไทย หมายเอากำลังไปช่วยตีเอาบ้านเมืองคืนหลายปีแล้ว ก็ไม่สำเร็จ จึงไปคบคิดกับสังฆราชอาดรังฝรั่งเศส ซึ่งตั้งสอนศาสนาคริสตังอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน สังฆราชอาตรังแนะนำให้ไปขอกำลังฝรั่งเศสมาช่วย ตัวสังหราชรับจะเป็นผู้จัดการสื่อสารเอง ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นด้วยพรรคพวกองเชียงสือบอกเรื่องนี้เข้ามา จึงเป็นเหตุให้องเชียงสือหนีกลับไปเมืองญวน ตามเรื่องที่ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารนั้น ถ้าเมื่อองเชียงสือจะหนี ได้ทำหนังสือวางไว้บนโต๊ะที่บูชาที่บ้านซึ่งโปรดให้เป็นที่พัก (คือตรงที่ตั้งสถานทูตโปรตุเกสทุกวันนี้) เนื้อความในหนังสือนั้น ว่าองเชียงสือได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่หลายปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยง แลได้โปรดให้กองทัพไปช่วยตีเอาบ้านเมืองคืนให้ถึง ๒ ครั้ง การก็ยังไม่สำเร็จด้วยติดพระราชธุรทำสงครามกับพม่าอยู่ องเชียงสือเป็นห่วงถึงพรรคพวกบ้านเมือง ขอกราบถวายบังคมลากลับไปคิดอ่านเอาบ้านเอาเมืองคืน ถ้าตีได้บ้านเมืองคืนแล้วจะขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา ไม่คิดทรยศต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ถึงหากว่าการที่จะไปรบพุ่งพวกขบถ จะขัดสนกำลังวังชาอย่างใด จะบอกมาขอพระราชทานพระบารมีเป็นที่พึ่ง ขอให้ช่วยทรงอุดหนุนแก่กองเชียงสือด้วย องเชียงสือทำหนังสือถวายไว้ดังนี้ ตามความที่ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อองเชียงสือหนีไปครั้งนั้น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงขัดเคืองมาก กราบบังคมทูลขอให้แต่งกำลังออกไปติดตามจับองเชียงสือมาให้จงได้ แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกไม่ทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วย รับสั่งว่า เมื่อองเชียงสือจะเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ก็เข้ามาด้วยน้ำใจสมัครของเขาเอง ได้ทำดีไว้กับองเชียงสือมากแล้วจะไปทำร้ายเมื่อปลายมือหาควรไม่ กรมพระราชวังบวรฯ ไม่พอพระทัยในพระราชดำริอันนี้ ถึงกราบทูลพยากรณ์ว่า ถ้าไม่ทรงเชื่อ ขืนปล่อยให้องเชียงสือไปตามอำเภอใจ ต่อไปภายหน้าองเชียงสือจะทำให้ลูกหลานได้ความรำคาญเป็นแน่แท้

เมื่อมาคิดดูในเวลานี้ กระแสพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแลพระดำริกรมพระราชวังบวรมหาสุริงหนาท ซึ่งผิดกันในครั้งนั้น น่าพิศวงที่เป็นการถูกด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย สงสัยแต่ความที่จดไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดาร เห็นว่าจะไม่สิ้นกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์ทรงพระสติปัญญาในทางรัฐาภิบาลโนบายอย่างสุขุมคัมภีรภาพ ย่อมทรงพระราชดำริโดยรอบคอบ ข้อความที่ทรงพระราชดำริ แต่มิได้กล่าวไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดารจะยังมีอีกเป็นแน่แท้ ถ้าจะคิดตาดดูเท่าที่แลเห็นได้ในเวลานี้ คือในสมัยนั้นกรุงรัตนโกสินทร์พึ่งตั้งขึ้นใหม่ยังไม่มั่นคง ต้องระวังเหตุร้ายอยู่ทั้งภายในแลภายนอก ด้วยพม่ากำลังพากเพียรที่จะเข้ามารบพุ่งย่ำยีอีก ถ้าพวกญวนขบถไกเซินได้อาณาเขตญวนทั้งหมดไว้ในอำนาจ คงตั้งราชวงศ์ขึ้นใหม่ในเมืองญวน มีกำลังมากขึ้นข้างฝ่ายใต้อีกประเทศ ๑ ซึ่งอาจจะเป็นศัตรูแก่พระราชอาณาจักร โดยเข้ากับพม่า หรือโดยลำพังญวนเอง ถ้าเช่นนั้นก็จะเกิดเป็นศึก ๒ ด้าน การที่องเชียงสือยกออกไปรบพุ่งพวกญวนขบถ ฝ่ายใดจะแพ้จะชนะก็ตาม การศึกสงครามในเมืองญวนก็จะยังติดพันกันอยู่หลายปี มีเวลาที่ไทยจะตั้งมั่นแลทำศึกกับพม่าหน้าเดียวให้สำเร็จได้ แม้ว่าองเชียงสือดีอาณาเขตคืนได้เพียงข้างฝ่ายใต้ ก็คงต้องอาศัยกำลังกรุงเทพฯ อุดหนุน ดังปรากฏในกาลต่อมาว่าความจริงก็เป็นเช่นนั้น ว่าโดยย่อ การที่ปล่อยองเชียงสือไปได้โดยสะดวกในครั้งนั้น เป็นการตัดห่วงทางใต้ได้ประโยชน์แก่การปกครองพระราชอาณาจักรอีกส่วน ๑ เท่ากับที่เป็นยุติธรรมดังกระแสพระราชดำริที่ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารดังกล่าวมา ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าพระราชดำริจะมีอย่างนี้ด้วย จึงได้ทรงอุดหนุนองเชียงสือ

เมื่อองเชียงสือหนีออกไปจากกรุงเทพฯ แล้ว ในคราวนั้นความปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า ไปอยู่ที่เกาะกูดแขวงเมืองตราดในพระราชอาณาจักร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงทราบ พระราชทานเรือแลเครื่องศาสตราวุธออกไปในห้องเชียงสือถึง ๒ คราว แต่เนื้อความปรากฏในหนังสือของ ยอนครอเฟิด ผู้ที่เคยเป็นทูตอังกฤษมาทั้งเมืองไทยแลไปเมืองญวนแต่งไว้ ว่าองเชียงสือให้พวกพ้องที่อยู่ในเมืองญวนไปคิดอ่านกับสังฆราชอาดรังฝรั่งเศส มอบบุตรขององเชียงสือคน ๑ ให้สังฆราชอาดรังพาไปเมืองฝรั่งเศส ไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ได้ทำหนังสือสัญญาตกลงกับฝรั่งเศสว่าฝรั่งเศสจะให้เรือรบออกมาช่วยองเชียงสือ ๒๕ ลำ มีพลทหารฝรั่ง ๕ กรมทหารชาวอาเซียถอนมาจากอินเดีย ๒ กรม แลจะให้ทุนช่วยองเชียงสือเป็นราคาล้านเหรียญ คิดเป็นตัวเงินครึ่ง ๑ เป็นเครื่องศาสตราวุธยุทธภัณฑ์ครึ่ง ๑ ฝ่ายข้างองเชียงสือยอมสัญญาว่า ถ้าได้บ้านเมืองคืนหมดแล้ว จะยอมยกแผ่นดินส่วน ๑ ตอนแหลมฮั่นแลอ่าวตุรันกับเกาะทั้งหลายที่อยู่ในหมู่นั้น กับทั้งแผ่นดินชายฝั่งทะเลยาว ๑,๕๐๐ เส้น กว้าง ๓๐๐ เส้นให้แก่ฝรั่งเศส แลยอมสัญญาว่ามีชนชาติอื่นมารบพุ่งฝรั่งเศสถึงดินแดนที่องเชียงสือได้ยกให้ องเชียงสือจะยกกำลังหกหมื่นคนมาช่วย ถ้าหากว่าฝรั่งเศสต้องทำศึกทางอินเดียในที่อื่นยอมให้ฝรั่งเศสเกณฑ์ญวนไปช่วยรบสี่หมื่นคน นอกจากนี้ยังยอมให้ประโยชน์ในทางการค้าขายแก่ฝรั่งเศสอีกหลายอย่าง เรื่องที่องเชียงสือไปทำสัญญากับฝรั่งเศสดังนี้ ความเห็นจะไม่ได้ทราบเข้ามาถึงกรุงเทพฯ แต่การไม่เป็นไปได้ดังสัญญา เพราะประจวบเวลาเกิดขบถเป็นจลาจลขึ้นในเมืองฝรั่งเศส ถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ถูกจับปลงพระชนม์พวกฝรั่งเศสต้องติดทำศึกสงครามกับประเทศอื่นในยุโรป ต่อมาอีกช้านาน ครั้งนั้นสังฆราชอาดรังหาได้แต่นายทหารซึ่งชำนาญในการรบพุ่ง เป็นนายทหารฝรั่งเศสบ้าง อังกฤษบ้าง ไอริชบ้าง รวม ๑๕ คน ออกมาช่วยองเชียงสือ องเชียงสือได้อาศัยกำลังกรุงเทพฯ ช่วยอุดหนุน ความปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้พระราชทานเรือรบแลเครื่องศาสตราวุธกระสุนดินดำช่วยองเชียงสือทุกคราวที่กราบบังคมทูลขอเข้ามา องเชียงสือทำศึกกับพวกไกเซินอยู่ ๓ ปี จึงตีได้อาณาเขตญวนข้างตอนใต้ เมื่อปีจอโทศก พ.ศ.๒๓๓๓ แล้วตั้งตัวเป็นเจ้าอนัมก๊ก ถวายต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ ยอมเป็นเมืองประเทศราชขึ้นกรุงเทพฯ ต่อมา ตามที่ได้สัญยาไว้ในหนังสือกราบถวายบังคมลานั้น

แต่เมื่อองเชียงสือตั้งตัวเป็นเจ้าอนัมก๊กแล้วไม่เท่าใด ก็เกิดเป็นอริกับเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ผู้รั้งราชการกรุงกัมพูชา แต่ไม่ถึงรบพุ่งกัน ด้วยเกรงพระบรมเดชานุภาพในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เป็นแต่บอกกล่าวโทษกันแลกันเข้ามายังกรุงเทพฯ มูลเหตุดันเป็นข้ออริกันนั้นก็พอจะคิดเข้าใจได้ในเวลานี้ด้วยญวนย่อมถือว่าเคยเป็นใหญ่กว่าเขมรมาแต่ก่อน การที่สมาคม ญวนคงจะถือเปรียบแลหมิ่นเขมรว่าเลวกว่าตนอย่างเคยนิยมมา ฝ่ายข้างเขมรเห็นญวนเสื่อมอำนาจลดลงคงเป็นแต่เมืองประเทศราช ไม่วิเศษอันใดกว่ากรุงกัมพูชาในเวลานั้น ก็ไม่ผ่อนผันอ่อนโยนให้แก่ญวนอย่างแต่ก่อน ข้อนี้เป็นแน่แท้ ที่เป็นมูลเหตุให้เกิดอริกันในระหว่างองเชียงสือกับเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ เมื่อความอริกันในส่วนตัวเกิดขึ้นแล้ว ต่อมาก็เลยบาดหมางกันในระหว่างเมือง เลยเป็นเหตุให้ญวนคิดจะมีอำนาจเหนือเขมรดังแต่ก่อน แต่หากเกรงพระบารมีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก องเชียงสือจึงไม่กล้าเบียดเบียนเมืองเขมรโดยเปิดเผย แต่น่าสงสัยว่าคงจะให้ท้ายพระยาพระเขมรพวกที่ไม่พอใจเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบนป ให้ก่อความลำบากต่างๆ อย่างไรอยู่บ้าง โดยมิได้ออกหน้า มาถึงปีขาลฉศก พ.ศ.๒๓๓๗ นักองค์เองมีชนมายุได้ ๒๑ ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชดำริเห็นถึงเวลาสมควรจะให้นักองค์เองครองกรุงกัมพูชาสืบเชื้อวงศ์ต่อไปได้แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดให้อภิเษกนักองค์เองเป็นสมเด็จพระนารายณ์ราชาออกไปครองกรุงกัมพูชา ทรงตั้งให้พระยากลาโหม (ปก) ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของนักองค์เองเป็นสมเด็จฟ้าทะละหะ หัวหน้าราชการ ในครั้งนั้นทรงพระราชดำริว่าเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ได้รั้งราชการกรุงกัมพูชาอยู่ช้านาน มีบำเหน็จความชอบ แต่มิใช่พวกนักองค์เองซึ่งเป็นเจ้ากรุงกัมพูชาขึ้นใหม่ จึงมีพระราชดำรัสขอเขตแดนเมืองพัตบองเสียมราฐ ให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) เป็นผู้สำเร็จราชการขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ นักองค์เองก็ยอมยินดีถวายตามพระราชประสงค์ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) จึงได้เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพัตบอง แลเป็นต้นตระกูลวงศ์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม) ซึ่งได้สำเร็จราชการเมืองพัตบองสืบมา

สมเด็จพระนารายณ์ราชา (นักองค์เอง) ครองกรุงกัมพูชาอยู่ได้ ๔ ปี ก็พิราลัยในปีมะเส็งนพศก พ.ศ.๒๓๔๐ อายุได้ ๒๕ ปี มีบุตร ๕ องค์ ที่ ๑ ชื่อนักองค์จันทร์อายุได้ ๖ ปี ที่ ๒ ชื่อนักองค์พิม ที่ ๓ ชื่อนักองค์สงวน มารดาเดียวกันกับนักองค์จันทร์ที่ ๔ ชื่อนักองค์อิ่ม ที่ ๕ ชื่อนักองค์ด้วง มารดาเดียวกับนักองค์อิ่ม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระราชดำริเห็นว่า บุตรสมเด็จพระนารายณ์ยังเยาว์นัก จึงโปรดให้สมเด็จฟ้าทะละหะ (ปก) เป็นผู้สำเร็จราชการกรุงกัมพูชา ดูแลทะนุบำรุงบุตรสมเด็จพระนารายณ์ต่อมา

ในระหว่างนั้น องเชียงสือจะทำการศึกตีเอาเมือเว้แลเมืองตังเกี๋ยคืน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็โปรดพระราชทานกำลัง แลให้กองทัพเขมรยกไปช่วยองเชียงสือ องเชียงสือทำศึกอยู่จนปีจอ จัตวาศก พ.ศ.๒๓๔๕ ตีได้เมืองเว้แลมณฑลตังเกี๋ยตลอดแล้ว จึงตั้งตนเป็นพระเจ้าเวียดนาม ถือความเป็นอิสระ ใช้นามแผ่นดินว่า ยาลอง ไม่ถวายต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ เช่นเมืองประเทศราชขึ้นกรุงเทพฯ อย่างแต่ก่อน แต่ถึงกระนั้นยังแสดงความเคารพนับซื่อตรงต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกตลอดมา จนที่สุดเมื่อปีชวดฉศก พ.ศ.๒๓๔๗ เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสวรรคตแล้ว พระเจ้าเวียดนามยาลองมีพระราชสาสน์เข้ามาทูลตักเตือน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกว่า พระองค์ทรงชราลงแล้ว พระเจ้าลูกยาเธอล้วนทรงพระเจริญขึ้นตามกัน ควรจะทรงตั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช ในตำแหน่งที่รัชทายาท ให้เป็นการเรียบร้อยมั่นคงแก่พระราชอาณาจักรการที่พระเจ้าเวียดนามยาลองมีพระราชสาสน์มาอย่างนี้เข้าใจว่าคงจะรู้การที่เป็นอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยราชทูตไทยแลราชทูตญวนไปมาถึงกันอยู่เนืองๆ แต่ส่วนทางเมืองเขมรนั้น ปรากฏในหนังสือพงศาวดารเขมรว่า พอองเชียงสือตั้งตนเป็นพระเจ้าเวียดนามแล้วก็ให้มีราชสาสน์ข้ามยังฟ้าทะละหะ บอกว่าตีอาณาเขตคืนกลับตั้งประเทศเวียดนามเป็นอิสระดังแต่ก่อนแล้ว เป็นทำนองบอกให้รู้ว่าญวนมีอำนาจอย่างแต่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังหาได้ทำการุกรานอันใดแก่เมืองเขมรไม่ คงเป็นเพราะติดอยู่ด้วยความยำเกรงในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ครั้นถึงปีขาลอัฐศก พ.ศ.๒๓๔๗ สมเด็จฟ้าทะละหะ (ปก) สำเร็จราชการกรุงกัมพูชามาได้ ๑๐ ปี เห็นว่าตัวมีความแก่ชรา แลนักองค์จันทร์ซึ่งเป็นบุตรใหญ่ของสมเด็จพระนารายณ์ (นักองค์เอง) ก็เจริญชันษาได้ ๑๖ ปี ควรจะครองกรุงกัมพูชาได้ สมเด็จฟ้าทะละหะจึงพานักองค์จันทร์ นักองค์อิ่ม เข้ามาเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกราบบังคมทูลให้ทรงทราบความปรารถนา จึงทรงตั้งนักองค์จันทร์ให้เป็นสมเด็จพระอุไทยราชาครองกรุงกัมพูชา แต่สมเด็จฟ้าทะละหะ (ปก) เข้ามาถึงอนิจกรรมในกรุงเทพฯ เมื่อเข้ามาคราวนั้น

ความปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อนักองค์จันทร์ได้เป็นสมเด็จพระอุไทยราชาแล้ว มีเหตุเกิดความโทมนัสขึ้นแต่ในรัชกาลที่ ๑ ด้วยความ ๓ ข้อ คือข้อ ๑ เมื่อจะกราบถวายบังคมลากลับออกไป สมเด็จพระอุไทยราชาเข้าไปกราบถวายบังคมลาเวลาเสด็จออกพระบัญชรพระที่นั่งไพศาลทักษิณโดยอำเภอใจ ไม่รอให้เสนาบดีกราบทูลเบิกตามราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชดำรัสติเตียนความประพฤติอันนั้น สมเด็จพระอุไทยราชาได้ความอัปยศนี้อย่าง ๑ อีกข้อ ๑ นั้น ว่าเมื่อกลับออกไปถึงกรุงกัมพูชาแล้ว สมเด็จพระอุไทยราชาเกิดวิวาทกับพระยาเดโช (เม็ง) สมเด็จพระอุไทยราชาสั่งให้จับ พระยาเดโช (เม็ง) รู้ตัวจึงหนีเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ สมเด็จพระอุไทยราชามีศุภอักษรเข้ามากราบทูลขอตัว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกไม่พระราชทานให้ตามใจ จึงเกิดความโทมนัส อีกข้อ ๑ ว่าสมเด็จพระอุไทยราชามีศุภอักษรเข้ามากราบทูลของนักองค์อีนักองค์เภาผู้เป็นป้าซึ่งยังอยู่ในกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกไม่ทรงอนุญาตให้กลับไป เพราะเหตุด้วยนักองค์อีมีพระเจ้าลูกเธอกับกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์ ๑ คือ พระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตรแลนักองค์เภามีพระเจ้าลูกเธอพระองค์ ๑ คือ พระองค์เจ้าหญิงปุก ไม่ควรจะให้เจ้าจอมมารดาต้องพลัดพรากกับพระองค์เจ้าทั้ง ๒ พระองค์นั้น ความข้อนี้ว่าเป็นเหตุ อีกอย่าง ๑ ซึ่งสมเด็จพระอุไทยราชาเกิดความโทมนัสอย่างน้อยมาแต่ในรัชกาลที่ ๑ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระอุไทยราชาทรงบิดพลิ้วบอกป่วยเสียไม่เข้ามาถวายบังคมพระบรมศพ แลเฝ้าถวายบังคมในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเมื่อเสด็จผ่านพิภพ ตามประเพณี ซึ่งเจ้าประเทศราชควรจะทำ เป็นแต่ให้นักองค์อิ่มผู้น้องกับพระองค์แก้วแลพระยากลาโหม (เมือง) พระยาจักรี (แบน) เข้ามาแทน มาถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือน ๔ ปีมะเส็งเอกศกนั้น

เหตุที่สมเด็จพระอุไทยราชา เจ้ากรุงกัมพูชาเอาใจออกหากจากกรุงเทพฯ นั้นข้าพเจ้ายังไม่ได้พบจดหมายเหตุหรือศุภอักษรในครั้งนั้น ซึ่งจะถือเป็นหลักความสันนิษฐานมีแต่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร ที่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เรียบเรียง ท่านก็พึ่งมาเรียบเรียงในรัชกาลที่ ๕ บางทีท่านจะได้พบจดหมายเก่าบ้าง แต่เมื่อมาพิเคราะห์ดูสาเหตุ ๓ ข้อที่ยกมาแสดงดังกล่าวแล้ว ดูเป็นแต่พลความไม่พอจะเป็นเหตุให้เลยไปถึงการบ้านเมืองข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่า เหตุอื่นจะมีนอกจากนั้นเป็นแน่ เมื่อพิจารณาดูในเวลานี้ เห็นว่าข้อสำคัญนั้น จะเกิดแต่เรื่องที่พระยาพระเขมรแตกเป็นต่างพวกกัน ดังปรากฏมาตั้งแต่ครั้งนักองค์ตนแลนักองค์โนนั้นเองเป็นต้นเค้า แต่เดิมมาพระยาพระเขมร ๒ พวกนี้ พวก ๑ เป็นฝักใฝ่ข้างญวน พวก ๑ เป็นฝักใฝ่ข้างไทย ในเวลาเมื่อเมืองญวนเป็นจลาจลประจวบเวลามีเหตุวิบัติในราชวงศ์กรุงกัมพูชา ทั้งกรุงกัมพูชาแลอนัมก๊กเป็นเมืองขึ้นกรุงเทพฯ ต้องอาศัยพระบารมีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงอุดหนุนอยู่ทั้ง ๒ เมือง การก็เรียบร้อยตลอดมา เมื่อทรงตั้งนักองค์เองเป็นสมเด็จพระนารายณ์ราชาออกไปครองกรุงกัมพูชา ความปรากฏเห็นได้ในหนังสือพระราชพงศาวดาร ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเข้าพระทัยดีทีเดียว ว่าเหตุที่พระยาเขมรแตกกันเป็น ๒ พวกมาแต่ก่อนนั้นยังไม่สิ้นเชื้อ นักองค์เองได้เป็นเจ้ากรุงกัมพูชา คงจะชุบเลี้ยงยกย่องพระยาพระเขมรพวกนักองค์ตนผู้บิดายิ่งกว่าพวกนักองค์โนน ด้วยเหตุนี้ จึงทรงตั้งเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ซึ่งเป็นหัวหน้าข้างพระยาพระเขมรฝ่ายนักองค์โนนให้มาอยู่เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพัตบองแลให้ฟ้าทะละหะ (ปก) ผู้เป็นพี่เลี้ยงนักองค์เองมาแต่เดิม ซึ่งทรงพระราชดำริเห็นควรไว้วางพระราชหฤทัยได้ เป็นผู้ใหญ่อยู่ในกรุงกัมพูชา ส่วนสมเด็จพระนารายณ์ราชาก็เป็นผู้ที่ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์บำรุงตั้งแต่ยังเด็ก อยู่ในกรุงเทพฯ กว่า ๑๐ ปี แลได้ออกไปเป็นเจ้ากรุงกัมพูชาเพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงทะนุบำรุงมาแต่ต้นจนปลายย่อมจะมีความสวามิภักดิ์มั่นคงอยู่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่ส่วนนักองค์จันทร์ซึ่งเป็นสมเด็จพระอุไทยราชานั้น ประวัติผิดกันกับสมเด็จพระนารายณ์ผู้บิดาเกือบทุกอย่างเป็นต้นตั้งแต่ออกไปจากกรุงเทพฯ ก็ไปแต่ยังเด็กไปโตขึ้นในเมืองเขมรในระหว่างนั้นจะได้ไปซ่องเสพสมาคมกับพวกพระยาพระเขมรที่เป็นอริกับพวกฝักใฝ่ข้างไทย ไปได้รับความอบรมจากพระยาพระเขมรที่มิได้สัตย์ซื่อต่อกรุงเทพฯ นี้เป็นต้นเค้าที่ทำให้น้ำใจสมเด็จพระอุไทยราชากระด้างกระเดื่อง ข้อที่ว่า สมเด็จพระอุไทยราชาถูกทรงบริภาษเมื่อจะกราบถวายบังคมลาออกไป ถ้าหากจะเป็นเหตุให้โทมนัส ก็จะเป็นเพียงทำให้รู้สึกในในว่าไม่ทรงพระกรุณาแก่ตน เหมือนกับทรงพระกรุณาแก่บิดามาแต่ก่อน ข้อที่ทูลขอตัวพระยาเดโช (เม็ง) ไปทำโทษไม่ได้ดังปรารถนา ก็จะทำให้รู้สึกเพียงว่า ข้างกรุงเทพฯ เข้ากับพระยาเขมรซึ่งมีความกระด้างกระเดื่องต่อสมเด็จพระอุไทยราชา ยังข้อที่ขอนักองค์อีนักองค์เภาไม่ได้ดังปรารถนานั้น ถ้าจะคิดดูโดยมูลเหตุนักองค์อีนักองค์เภาเป็นแต่ป้าของสมเด็จพระอุไทยราชา มียศศักดิ์แลมีพระเจ้าลูกยาเธออยู่ในกรุงเทพฯ แล้ว ทำไมจะต้องขอกลับคืนไปบ้านเมือง ข้อตอบข้อนี้มีอย่างเดียวแต่ว่าประสงค์จะให้หมดตัวจำนำที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อไม่ได้จึงไม่พอใจ มิใช่ไม่พอใจเพราะขาดป้าไป ๒ คน ความสำคัญข้อซึ่งเป็นเหตุให้สมเด็จพระอุไทยราชามีน้ำใจผันแปรไปตามคำยุยงของพวกพระยาพระเขมรจำพวกที่ไม่ซื่อตรงต่อกรุงเทพฯ น่าจะเป็นด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ประการที่ ๑ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ถึงอสัญกรรมแต่ในปลายรัชกาลที่ ๑ ทรงตั้งให้บุตรเป็นพระยาอภัยภูเบศร์สำเร็จราชการเมืองพัตบองแทน ข้างพวกกรุงกัมพูชาคงจะอยากได้เขตแดนเมืองพัตบองคืน ข้อที่ ๒ คือที่องเชียงสือกลับรวมเมืองญวนตั้งเป็นประเทศอิสระได้ดังแต่ก่อน มีอำนาจญวนอยู่ข้างฝ่ายใต้ซึ่งจะหมายพึ่งได้ในเวลาไม่ถูกใจกับไทย ความทั้ง ๒ ข้อนี้เห็นจะเป็นต้นเค้าที่พวกพระยาพระเขมรซึ่งไม่ชอบไทยจะเอามาเป็นเหตุยุยงสมเด็จพระอุไทยราชาให้เอาใจออกหาก ทั้งญวนเอง แม้ในรัชกาลที่ ๑ จะไม่ได้ทำการอย่างใดให้เป็นอริกับกรุงเทพฯ ด้วยพระเจ้ายาลองยังมีความนับถือคิดถึงพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกอยู่นั้นก็จริง แต่เมื่อมาแลดูเหตุการณ์ที่ปรากฏในภายหลัง น่าเชื่อว่า คงคิดตระเตรียมไว้แล้วที่จะขยายอำนาจญวนออกมาทางกรุงกัมพูชาเมื่อเวลาล่วงรัชกาลที่ ๑ ข้อนี้ไม่มีที่สงสัย

อนึ่งในเวลาเมื่อสมเด็จพระอุไทยราชาแต่งให้นักองค์อิ่มกับพระองค์แก้วเข้าถวายบังคมพระบรมศพแทนตัวนั้น การที่สมเด็จพระอุไทยราชาคิดเอาใจออกหาก คงจะทราบเข้ามาถึงกรุงเทพฯ บางทีพวกพระยาพระเขมรที่เข้ามากับนักองค์อิ่มนั้นเอง จะมาแจ้งความเรื่องนี้ให้ทราบเป็นความลับ ความปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชดำริว่า ตำแหน่งเจ้านายผู้ใหญ่ในกรุงกัมพูชาเคยมีตำแหน่งพระมหาอุปโยราชตำแหน่ง ๑ พระมหาอุปราชตำแหน่ง ๑ รองจากเจ้ากรุงกัมพูชาลงมา ทรงพระราชดำริเห็นว่า นักองค์สงวน นักองค์อิ่ม น้องสมเด็จพระอุไทยราชามีอายุสมควรจะได้รับยศศักดิ์อยู่แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดตั้งนักองค์สงวนเป็นพระไชยเจษฎามหาอุปโยราช แลตั้งนักองค์อิ่มเป็นพระศรีไชยเชษฐมหาอุปราช พระไชยเจษฎามหาอุปโยราช แลตั้งนักองค์อิ่มเป็นพระศรีไชยเชษฐมหาอุปราช พระมหาอุปโยราช พระองค์แก้วแลพระยาพระเขมร กราบถวายบังคมลากลับไปในต้นปีมะเมียโทศก พ.ศ.๒๓๕๓ ในคราวนั้นโปรดให้พระยาเดโช (เม็ง) ซึ่งเห็นสมเด็จพระอุไทยราชาเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ กลับออกไปกรุงกัมพูชาด้วยทำนองไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดาร เมื่อพระยาเดโช (เม็ง) กลับออกไปหาได้ไปอยู่ที่เมืองหลวงไม่ ไปอยู่เสียกับสมัครพรรคพวกที่เมืองกำพงสวาย