thai eng

เรื่องศึกพม่า

เรื่องศึกพม่า

พองานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แลงานอุปราชาภิเษก เสร็จในเดือน ๑๐ ถึงเดือน ๑๑ ปีมะเส็งเอกศกนั้น ก็ได้ข่าวว่าพม่ายกกองทัพมาตีเมืองถลางแลเมืองชุมพร

เมืองพม่าในเวลานั้น พระเจ้าปะดุงยังครองราชย์สมบัติอยู่ พระเจ้าปะดุงองค์นี้เป็นราชโอรสที่ ๔ ของเพระเจ้าอะลองพญา ได้เสวยราชย์มาแต่ปีฉลูตรีศก จุลศักราช ๑๑๔๓ พ.ศ.๒๓๒๔ นับเป็นรัชกาลที่ ๖ ในราชวงศ์นั้น ตามหนังสือซึ่งแต่งในเมืองพม่ากล่าวว่า พระเจ้าปะดุงนี้เข้มแข็งในการศึกสงคราม ยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินพม่าองค์อื่นในราชวงศ์เดียวกัน ตั้งแต่ได้เสวยราชย์ เมื่อจัดการภายในเรียบร้อยแล้ว ก็ตั้งต้นทำศึกแผ่ราชอาณาจักร ตีได้เมืองยะไข่ เมืองมณีบุระ เมืองกระแซ ข้างตะวันตกสำเร็จแล้ว พระเจ้าปะดุงหมายจะขยายอาณาเขตออกมาทางตะวันออก จะเอาประเทศสยามไว้ในอำนาจด้วย เมื่อปีมะเส็งปตศก พ.ศ.๒๓๒๘ ในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์นี้ จึงเกณฑ์กองทัพใหญ่มีจำนวนพลกว่าแสน จัดเป็นกองทัพ ๖ กอง ให้ยกมาตีเมืองไทยทุกทางที่เคยมา ศึกพม่าคราวนั้นเป็นศึกใหญ่ที่สุดซึ่งได้เคยปรากฏมาในพงศาวดารสยามพระปะดุงเอยกกองทัพหลวงมาทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์ เข้าในแขวงเมืองกาญจนบุรี ครั้งนั้นกำลังไพร่พลไทยมีไม่ถึงครึ่งจำนวนพลพม่าที่ยกมา แต่อาศัยด้วยกระบวนกลศึกซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชดำริกับสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล คือ แต่งกองทัพมีจำนวนพลน้อยๆ ไปตั้งขัดตาทัพทางอื่น แต่พอกีดกันไม่ให้พม่าล่วงล้ำเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ได้โดยง่าย ทรงรวบรวมกำลังจัดเป็นกองทัพใหญ่ทัพเดียวรีบยกไปตีกองทัพหลวงที่พระเจ้าปะดุงยกมาทางเมืองกาญจนบุรี พอกองทัพพม่ายกข้ามเขาบรรทัดเข้ามา ก็ได้รบกันที่ลาดหญ้า กองทัพไทยตีกองทัพ พระเจ้าปะดุงแตกยับเยินไป ได้ปืนใหญ่ไว้เกือบหมด แม้พระเจ้าปะดุงเองก็เกือบจะหนีไปไม่พ้นมือไทย มีความปรากฏในหนังสือซึ่งพวกบาทหลวงฝรั่งที่อยู่ในเมืองพม่าครั้งนั้น แต่งไว้ว่าถ้าในคราวนั้นกองทัพไทยติดตามออกไป แทบจะตีได้เมืองอังวะ ด้วยพลเมืองพม่าเมื่อรู้ว่าพระเจ้าปะดุงเสียทัพหนีไทยไป ก็พากันตื่นตัวไปในหัวเมืองพม่า แต่ความจริงครั้งนั้นไทยติดตามไปไม่ได้ ด้วยกำลังยังน้อยนัก แม้รบชนะทัพหลวงทางกาญจนบุรีแล้ว ยังจะต้องไปตีกองทัพพม่าที่ยกมาทางอื่นๆ อีก ต้องทำศึกอยู่เกือบ ๒ ปีจึงตีพม่าแตกพ่ายไปหมด พระเจ้าปะดุงปราชัยกลับไปคราวนั้นแล้ว ยังไม่สิ้นประสงค์ที่จะตีเมืองไทย รุ่งขึ้นปีมะเมียอัฐศก พ.ศ.๒๓๒๙ ให้ราชโอรสซึ่งเป็นพระมหาอุปราชเป็นแม่ทัพ ยกเข้ามาตีเมืองไทยอีก คราวนี้พม่ารวมกำลังเป็นกองทัพใหญ่ ยกเข้ามาทางเมืองกาญจนบุรีทางเดียว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จยกกองทัพหลวงออกไปต่อสู้ ได้รบกันที่ท่าดินแดง ไทยตีกองทัพพม่าแตกยับเยินไปอีกครั้ง ๑ ตั้งแต่นั้นพระเจ้าปะดุงก็ขยาดฝีมือไทย ไม่กล้ายกกองทัพใหญ่เข้ามาเหมือนแต่ก่อนการสงครามในระหว่างไทยกับพม่า ต่อมาในรัชกาลที่ ๑ เป็นแต่รบกันด้วยไทยขยายอาณาจักรรุกเขตแดนพม่าออกไปฝ่ายเดียว

เมื่อในรัชกาลที่ ๑ นั้น พระเจ้าปะดุงให้ทาบทามที่จะเป็นไมตรีถึง ๒ ครั้ง แต่ข้างไทยก็ไม่ยอมเป็นไมตรี ด้วยไม่ไว้ใจพม่า แลยังเต็มอยู่ด้วยความแค้นเคืองครั้งพม่าทำแก่ไทย เมื่อตีได้กรุงเก่า จึงคุมเชิงกันตลอดมา ครั้นมาถึงปลายรัชกาลที่ ๑ เห็นจะเป็นด้วยพระเจ้าปะดุงคิดเห็นว่าไทยอ่อนกำลังลง ด้วยกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทก็สวรรคตเสียแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถึงยังเสด็จอยู่ ก็ทรงพระชราทุพพลภาพ เห็นว่าไทยไม่มีแม่ทัพที่เข้มแข็งจะไปทำศึกสงครามได้ดังแต่ก่อน เมื่อเดือนยี่ปีมะโรงสัมฤทธิศก พ.ศ.๒๓๕๑ พระเจ้าปะดุงจึงให้อะเติ่งวุ่นเป็นแม่ทัพลงมาเกณฑ์คนตามหัวเมืองพม่าแลเมืองมอญข้างฝ่ายใต้ ตั้งแต่เมืองร่างกุ้งตลอดลงมาถึงเมืองทวายได้คนสี่หมื่น หมายว่าจะเข้ามาตีเมืองไทยลองดูอีกสักครั้ง ๑ แต่เมื่ออะเติ่งวุ่นมาตั้งจัดการเกณฑ์คนเข้ากองทัพอยู่ที่เมืองเมาะตมะครั้งนั้น จัดการไม่ดี ผู้คนหลบหนีคราวละหนึ่งพันบ้าง สองพันบ้าง สี่ร้อยบ้าง ห้าร้อยบ้าง อะเติ่งวุ่นแต่งกำลังให้ไปเที่ยวจับตัวคนที่หลบหนีได้ทีละร้อยหนึ่งบ้าง ห้าสิบบ้าง หกสิบบ้าง ให้ลงอาญาอย่างสาหัส ไพร่พลก็ยังหลบหนีจึงข้ามฟากลำน้ำสะละวินมาตั้งอยู่ที่เมืองเมาะลำเลิ่ง เอาเรือคอยลาดตะเวนป้องกันมิให้ผู้คนในกองทัพหลบหนีข้ามฟากไป ฝ่ายขุนนางเมืองอมรบุระซึ่งเป็นราชธานีพม่าในเวลานั้น ได้ทราบข่าวว่าการเกณฑ์ทัพคราวนั้น ผู้คนระส่ำระสายไปพรักพร้อม เห็นว่าจะทำศึกใหญ่กับไทยไม่สมประสงค์ จึงพากันทูลทัดทานพระเจ้าปะดุง ว่าพระองค์ได้แต่งพระราชสาสน์ไปขอเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาแล้ว บัดนี้จะเกณฑ์ให้กองทัพไปตีเมืองบ้านไทยอีก จะมิเสียพระเกียรติยศไปหรือ พระเจ้าปะดุงทรงเห็นชอบด้วย จึงให้มีตราสั่งอะเติ่งวุ่นให้งดการเกณฑ์ทัพ อะเติ่งวุ่นได้ทราบความตามท้องตราแล้วมีใบบอกตอบขึ้นไปว่า ได้ลงทุนเสบียงอาหารเกณฑ์ไพร่พลไว้มากแล้ว เมื่อไม่โปรดให้ไปตีกรุงศรีอยุธยาก็จะขอไปตีเมืองชุมพร เมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง เกาะถลาง กวาดต้อนครอบครัวหาทรัพย์สินมาใช้ทุนรอนที่ได้ลงไป พระเจ้าปะดุงทรงพระดำริเห็นชอบด้วย อะเติ่งวุ่นจึงยกกองทัพลงมาตั้งอยู่เมืองทวาย กะเกณฑ์ให้ต่อเรือรบใหญ่น้อยเป็นอันมาก ครั้งนั้นคนในกองทัพอะเติ่งวุ่นเกิดอหิวาตกโรคตายวันละ ๕๐ คนบ้าง ๖๐ คนบ้างเสมอทุกวัน พอต่อเรือรบเสร็จ ถึงเดือน ๑๑ ปีมะเส็งเอกศก พ.ศ.๒๓๕๒ อะเติ่งวุ่นจึงให้แยฆองเป็นนายทัพคุมพล ๔,๐๐๐ ลงเรือรบมาตีเกาะถลางกอง ๑ ให้ดุเรียงสาลกะยอคุมพล ๓,๐๐๐ มาขึ้นที่เมืองระนอง เมืองกระบุรี ยกเข้ามาตีเมืองชุมพรกอง ๑ ดุเรียงสาลกะยอยกมาตั้งอยู่ปากจั่นแขวงเมืองกระบุรี แล้วข้ามมาตีเมืองชุมพรเมือง ณ วันเสาร์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๒ ค่ำ

ฝ่ายข้างในกรุงเทพฯ เมื่อได้ทราบข่าวศึกพม่าจึงโปรดให้เกณฑ์กองทัพบกออกไปต่อสู้ข้าศึก ให้พระยาจ่าแสนยากร (บัว) คุมพล ๕,๐๐๐ เดินบกยกส่งไปก่อน ให้เจ้าพระยาพลเทพไปอยู่รักษาเมืองเพชรบุรี โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรีเป็นทัพหลวง ยกหนุนออกไปอีกทัพ ๑ แล้ว จะโปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นจอมพลเสด็จยกกองทัพหลวงออกไปทางสถลมารคอีกทัพ ๑ รวม ๒ ทัพ เป็นคน ๒๐,๐๐๐

ฝ่ายแยฆองซึ่งคุมกองทัพพม่าที่จะไปตีเมืองถลางนั้น ยกมาตีเมืองตะกั่วป่าได้เมื่อวันอังคารเดือน ๑๑ ขึ้น ๙ ค่ำ แล้วก็ยกลงไปตีเมืองตะกั่วทุ่งได้อีกเมือง ๑ ด้วยเมือง ทั้ง ๒ นั้นผู้คนพลเมืองน้อยไม่ต้องรบ พอทัพพม่าถึงราษฎรก็อพยพหนีเข้าป่าไปหมด พม่าได้เมืองตะกั่วป่าตะกั่วทุ่งแล้วยกเข้าไปเกาะถลาง ไปตั้งค่ายใหญ่อยู่ที่ปากพระฝ่ายพระยาถลางรู้ความ ก็บอกข้อราชการเข้ามา ณ กรุงเทพมหานคร แล้วเกณฑ์พลไพร่เข้าประจำรักษาค่ายอยู่พรักพร้อมกัน พม่าตั้งค่ายแล้วก็ยกไปตีค่ายบ้านดอนเมืองถลางตั้งค่ายล้อมอยู่ ๒๕ ค่าย พวกชาวเมืองถลางต่อสู้ป้องกันเมืองเป็นสามารถ พม่าจะหักเอามิได้ จึงคิดอุบายให้ถอยทัพกลับลงเรือแล่นไปเมื่อเดือน ๑๒ ข้างแรม ฝ่ายพระยาถลางแต่งให้คนไปสืบดู ได้ความว่าพม่ายกกองทัพกลับไปหมดแล้ว สำหรับว่าพม่าเลิกทัพกลับไปเมือง ก็ปล่อยคนออกจากค่ายไปเที่ยวหากิน เพราะเวลาที่ถูกล้อมอยู่นั้นในค่ายเมืองถลางขัดเสบียงอาหาร ผู้คนอดอยากอยู่แล้วจึงมิได้กักคนไว้ พม่าคาดคะเนเห็นว่าไทยจะเลิกการเตรียมการต่อสู้แล้ว ก็กลับยกกองทัพมาขึ้นที่ปากพระบ้าง มาขึ้นที่ท่ายามูแขวงเมืองภูเก็ตบ้าง เข้าล้อมเมืองถลางไว้อีกครั้ง ๑ เมื่อ ณ วันอาทิตย์เดือนอ้ายขึ้น ๑๑ ค่ำ พระยาถลางให้เรียกคนเข้าค่ายก็ไม่ทัน คนไม่เต็มหน้าที่ดังแต่ก่อน

เมื่อหนังสือเมืองถลางบอกข่าวศึกพม่าเข้ามากรุงเทพมหานครจึงโปรดให้พระยาทศโยธา พระยาราชประสิทธิ  คุมกองทัพเมืองไชยาขึ้นทางปากพนม ข้ามไปช่วยเมืองถลางทาง ๑ โปรดให้เจ้าพระยายมราช (น้อย) เป็นแม่ทัพ พระยาท้ายน้ำเป็นทัพหน้า ให้มีตราออกไปถึงเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัด) ให้เกณฑ์กองทัพไปสมทบเจ้าพระยายมราช ไปช่วยรักษาเมืองถลางด้วยอีกกอง ๑ เจ้าพระยายมราช พระยาทศโยธา พระยาราชประสิทธิ ได้ยกออกจากปากน้ำเจ้าพระยา เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๒ แรม ๑๑ ค่ำ สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรฯ ก็เสด็จออกไปเมื่อ ณ วันอังคาร เดือนอ้าย ขึ้น ๑๓ ค่ำ เสด็จทางชลมารคไปขึ้นที่เมืองเพชรบุรี เจ้าพระยายมราชไปถึงเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว เจ้าพระยายมราช เจ้าพระยานคร ก็ยกลงไปตั้งอยู่ที่เมืองตรัง ครั้งหนึ่งข้างกองทัพไทยมีความขัดข้อสำคัญที่ไม่มีเรือจะรับกองทัพข้ามทะเลไปยังเกาะถลาง แต่ฝ่ายข้างพม่านั้นได้ตระเตรียมเรือไว้เสียช้านาน กองทัพไทยที่ยกลงไปถึงเมืองตรังต้องไปตั้งต้นต่อเรือ แต่เห็นว่าถ้าจะรอจนต่อเรือแล้วจะยกไปไม่ทันช่วยเมืองถลาง จึงรีบหาเรือที่ราษฎรใช้สอยกันในพื้นเมืองตามแต่จะได้ ให้พระยาท้ายน้ำคุมไพร่พลกองหนึ่งยกข้ามทะเลไปก่อน พระยาท้ายน้ำยกไปถึงเกาะชนัก พบพวกทัพเรือพม่าที่มาขึ้นท่ายามูนั้น ได้รบกันในทะเล กอองทัพไทยยิงเรือพม่าแตกหนีกระจัดกระจายไปเพราะเอาปืนใหญ่น้อยขึ้นบกและผ่อนผู้คนไปล้อมเมืองถลางเมืองภูเก็ต พวกพลที่เหลืออยู่สู้ไม่ได้ แต่เวลาเมื่อรบกันนั้น เรือพระยาท้ายน้ำมีความประมาทมิได้ปิดระวังยังตื่นให้ดี ละอองไฟปลิวไปตกถูกถังดินลุกขึ้นระเบิดเรือแตกออกไป พระยาท้ายน้ำแลคนในลำเรือนั้นตายเสียมาก เหลืออยู่แต่ ๑๕ คน หลวงสุนทรแลหลวงกำแหงซึ่งไปในกองพระยาท้ายน้ำ เห็นกำลังไพร่พลไม่พอที่จะยกขึ้นไปรบชัยชนะพม่าที่เมืองถลางได้ แม่ทัพก็ตายในที่รบ จึงเก็บศพพระยาท้ายน้ำกลับมาขึ้นที่คลองปากลาวแขวนเมืองนครศรีธรรมราช ส่วนกองพระยาทศโยธาซึ่งยกไปตั้งอยู่ปากน้ำพูงา ก็ไปขัดข้องด้วยหาเรือส่งกองทัพไม่ได้อย่างเดียวกัน จึงข้ามไปช่วยรักษาเกาะถลางไม่ทัน ฝ่ายพม่ารู้ข่าวว่ากองทัพกรุงไปช่วยเมืองถลาง จึงเร่งรัดเข้าตีค่ายเมืองภูเก็ตแตกแล้ว ก็รวมพลไปสมทบกันตีค่ายเมืองถลาง ตั้งล้อมเมืองอยู่ ๒๗ วัน เมื่อ ณ วันเสาร์เดือนยี่ขึ้น ๙ ค่ำ เมืองถลางก็แตก ในเวลาพม่ากำลังรวบรวมผู้คนทรัพย์สมบัติอยู่ที่เมืองถลางนั้น พอกองทัพพระยาทศโยธายกออกไปใกล้จะถึงที่ข้ามไปเมืองถลาง ประจวบกับกองทัพเรือเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเจ้าพระยานคร (น้อย) แต่ยังเป็นพระบริรักษ์ภูเบศร์ คุมไปจากเมืองตรัง แลกองทัพแขกไทรบุรีซึ่งยกไปช่วยราชการ จวนจะถึงเข้าพร้อมกันพม่าได้ข่าวอันนี้ ในคืนวัน ๑ พม่าได้ยินเสียงคลื่นในทะเลสำคัญว่าเสียงปืนใหญ่กองทัพไทยก็รีบกวาดต้อนผู้คนแลเก็บทรัพย์สมบัติลงเรือหนีไป กองทัพไทยได้เมืองถลางคืนโดยง่ายแลจับได้พม่าที่ยังตกค้างอยู่ที่เมืองถลางหนีไปไม่ทันอีกเป็นอันมาก ต่อมาอีก ๔-๕ วัน เรือลำเลียงเสบียงอาหารของพม่าซึ่งไม่รู้ว่าพม่าหลบหนีไปจากเมืองถลางแล้ว ตามมาส่งเสบียงกัน ไทยจับไว้ได้ทั้งผู้คนและเสบียงอาหารเป็นเรือ ๔ ลำ แต่เมืองถลางครั้งนั้นยับเยินมาก เพราะถูกพม่าเผาแลจับผู้คนเก็บทรัพย์สมบัติไปเสียก็มาก กรมการแลราษฎรที่หลบหลีกพ้นมือพม่าได้ ก็หนีข้ามมาอาศัยอยู่ที่ฝั่ง ไทยตีได้แต่ตัวเมืองคืน

ส่วนกองทัพพม่าที่มาตีเมืองชุมพรยังตั้งอยู่ที่เมืองชุมพร สมเด็จอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จลงลงไปถึงทัน จึงมีรับสั่งให้พระยาจ่าแสนยากร (บัว) ยกเข้าตีกองทัพพม่าที่เมืองชุมพร พม่าต้านทานไม่ได้ก็แตกหนี กองทัพไทยติดตามจับได้พม่าที่เมืองชุมพรแลเมืองตะกั่วป่าเป็นอันมาก ครั้นสืบได้ความว่ากองทัพพม่าที่ไปตีเกาะถลางได้เมืองถลาง เมืองภูเก็ต และเลิกทัพกลับไปหมดแล้ว กรมพระราชวังบวรฯ จึงมีรับสั่งให้พระยาจ่าแสนยากรอยู่รักษาราชการ ณ เมืองชุมพร แลให้รวบรวมกรมการราษฎรเมืองถลางซึ่งหลบหนีพม่าเข้ามาอยู่ที่ฝั่ง ไปตั้งที่กราภูงา ขึ้นเป็นเมืองเพื่อจะให้กลับไปตั้งอยู่ ณ เมืองถลางแลเมืองภูเก็ตตามเดิมต่อไป ที่กราภูงาจึงได้เป็นเมืองพังงามาแต่ครั้งนั้น เมื่อกรมพระราชวังบวรฯ ได้ทรงจัดวางการทั้งปวงเสร็จแล้ว จึงเสด็จยกทัพหลวงกลับคืนพระนครด้วยเรือพระที่นั่งทางชลมารค คนที่เหลือเรือก็ให้เดินบกเข้ามา