thai eng

เรื่องเดินสวนเดินนา

เรื่องเดินสวนเดินนา

 

(๗) การเดินสวนเดินนานั้น ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ว่าทำเมื่อปีมะแมตรีศก จุลศักราช ๑๑๗๓ พ.ศ.๒๓๕๔

 

การเดินสวนนั้น เพราะเหตุที่วิธีเก็บเงินอากรสวนเก็บตามจำนวนแลชนิดต้นผลไม้ซึ่งให้ประโยชน์แก่เจ้าของสวน ต้นไม้อาจจะปลูกขึ้นใหม่หรือของเก่าตายไป แลที่สุดที่สวนซึ่งเจ้าของเปลี่ยนเป็นนา หรือที่ป่าเจ้าของทำขึ้นเป็นสวน การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีอยู่เสมอเพื่อจะให้เจ้าของสวนได้รับความยุติธรรม คือ แบ่งส่วนผลประโยชน์ที่ได้โดยจริงเป็นเงินอากรของหลวง ไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป จึงมีประเพณีนานๆ แต่งเจ้าพนักงานออกไปเดินสวนครั้ง ๑ ให้รู้ความที่เป็นจริงอยู่อย่างไร ถือเป็นคติกันมาว่าเมื่อเปลี่ยนรัชกาลใหม่เป็นกำหนดที่จะเดินสวนครั้ง ๑ แต่ในรัชกาลเดียวที่นานปี เช่น รัชกาลที่ ๕ เดินสวนถึง ๒ หน ๓ หนก็มี ข้าหลวงเดินสวนมีหน้าที่ตรวจรังวัดที่ดินแลทำโฉนดให้แก่เจ้าของสวน ในหนังสือโฉนดนั้นลงไว้ว่า สวนใดมีต้นผลไม้ซึ่งต้องพิกัดอากรอย่างใดเท่าใด เมื่อเดินสวนแล้ว เจ้าพนักงานพระคลังสวนก็เก็บเงินอากรตามโฉนด ซึ่งข้าหลวงเดินสวนได้ทำไว้ทุกปีไป จนกว่าจะได้เดินสวนใหม่ เป็นประเพณีมีมาดังนี้

 

การเดินนานั้น เหตุก็คล้ายกันกับการเดินสวน แต่ในครั้งรัชกาลที่ ๒ ยังไม่ได้เก็บเงินค่านา ใช้เก็บหางข้าวตามอย่างโบราณ (วิธีเก็บเงินค่านาพึ่งมามีขึ้นในรัชกาลที่ ๓ ลักษณะเก็บหางข้าวนั้น คือราษฎรทำนาได้ข้าวมากน้อยเท่าใดแบ่งส่วนเป็นภาคหลวงตามสมควร ในรัชกาลที่ ๒ เก็บภาคหลวงไร่ละ ๒ สัดครึ่ง เจ้าของนาต้องขนข้าวอันเป็นส่วนหางเข้ามาส่งขึ้นยุ้งฉางของหลวงเอง แลลักษณะการที่เก็บหางข้าวนั้น กำหนดนาเป็น ๒ อย่าง คือ นาในที่ใดอาศัยได้ทั้งน้ำฝนแลน้ำท่าซึ่งหลากมาตามฤดูกาล กำหนดนา เช่นว่านั้นว่านาน้ำท่า วิธีเก็บด้วยวิธีคู่โค คือนับจำนวนโค (กระบือ) ที่ใช้ทำนาในที่นั้นๆ ด้วยถือเป็นยุติว่า โคคู่ ๑ คงจะทำนาในที่เช่นนั้นได้ผลประมาณปีละเท่านั้น เอาเกณฑ์จำนวนโคขึ้นตั้งเป็นอัตราหางข้าวที่จะต้องเสีย เพราะฉะนั้นนาคู่โคถึงจะทำหรือมิทำก็ต้องเสียหางข้าว

 

นาอีกอย่างหนึ่งซึ่งอาศัยทำแต่ด้วยน้ำฝนอย่างเดียว คือเป็นนาทีดอนซึ่งน้ำท่าขึ้นไม่ถึง วิธีเก็บหางข้าวเรียกว่าเก็บอย่างฟางลอย  คือกำหนดเอาท้องที่ที่ได้ทำนาจริงๆ จึงต้องเสียหางข้าว ที่แห่งใดถึงจะเป็นนา ถ้าปีใดไม่ได้ทำก็ไม่ต้องเสียหางข้าว เอาตอฟางเมื่อเกี่ยวข้าวแล้วเป็นที่สังเกตเก็บค่านาโดยวิธีนี้ จึงเรียกว่า นางฟางลอยเรียกว่าใบจอง หนังสือทั้ง ๒ อย่างนี้ให้กรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินผิดกัน ที่นาซึ่งมีตราแดงจะทำหมดหรือไม่หมดเนื้อที่ประการใดก็ตาม ถ้าเจ้าของที่เสียหางข้าวอยู่แล้วก็มีกรรมสิทธิ์ไม่ขาด ส่วนใบจองนั้น ถ้าเจ้าของที่ไม่ได้ทำเพียง ๓ ปี กรรมสิทธิ์กลับเป็นของหลวง

 

ข้าหลวงเดินนาเมื่อสำรวจรู้จำนวนนาเสร็จแล้ว ส่วนนาคู่โคออกหนังสือสำหรับที่ให้แก่เจ้าของ หนังสือนั้นเรียกว่า ตราแดง ส่วนหนังสือซึ่งออกให้สำหรับนาฟางลอยเรียกว่าใบจอง หนังสือทั้ง ๒ อย่างนี้ให้กรรมสิทธิ์แก่เจ้าของที่ดินผิดกัน ที่นาซึ่งมีตราแดงจะทำหมดหรือไม่หมดเนื้อที่ประการใดก็ตาม ถ้าเจ้าของที่เสียหางข้าวอยู่แล้วก็มีกรรมสิทธิ์ไม่ขาด ส่วนใบจองนั้น ถ้าเจ้าของที่ไม่ได้ทำเพียง ๓ ปี กรรมสิทธิ์กลับเป็นของหลวง

มีการอีกอย่าง ๑ ซึ่งปรากฏว่าได้จัดในคราวปีมะแมตรีศกนั้น คือตั้งพระราชกำหนดไม่ให้คนสูบแลซื้อขายฝิ่น ได้พบต้นหนังสือพระราชกำหนดที่เมืองนครศรีธรรมราชจึงได้คัดมาลงไว้ต่อไปนี้