thai eng

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

 

ตามพระราชประเพณีที่ถือกันในประเทศนี้แต่โบราณมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้เสด็จผ่านพิภพแล้ว ยังไม่ถือว่าเป็นพระราชามหากษัตริย์บริบูรณ์ จนกว่าจะได้ทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในระหว่างเวลาก่อนทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นบัตรหมายในราชการยังขานพระยศอย่างเดิม แลยังไม่ใช้พระราชโองการ อีกประการ ๑ การพระราชพิธีเฉลิมพระราชมนเทียร คือ ที่สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่เสด็จขึ้นอยู่ในพระราชมนเทียรในพระราชวัง ย่อมทำเนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เวลาก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จประทับอยู่เพียงที่ประทับซึ่งจัดถวายชั่วคราวด้วยเหตุเหล่านี้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเสด็จผ่านพิภพแล้ว จึงหาพระฤกษ์ทำการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แลเฉลิมพระราชมณเทียรก่อนการอื่น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จผ่านพิภพได้ ๗ วัน ก็ถึงกำหนดฤกษ์เริ่มงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ลักษณะการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ทำในรัชกาลที่ ๒ นั้น ทำตามตำราพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งตั้งเป็นแบบแผนไว้เมื่อในรัชกาลที่ ๑

 

เรื่องตำนานการตั้งตำราอันนี้ มีปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารแลจดหมายเหตุแยกย้ายกันอยู่หลายแห่ง แลคำผู้หลักผู้ใหญ่เล่าสืบกันมา ที่ยังไม่ได้จดไว้ก็มีสมควรจะรวมเรื่องตำนานมากล่าวไว้ในที่นี้ก่อน คือ มีคำผู้ใหญ่กล่าวสืบกันมาว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ได้ทำพิธีบรมราชาภิเษก ด้วยในสมัยเมื่อครั้งตั้งกรุงธนบุรีมีการทัพศึกไม่ว่าง แลนัยว่า เพราะเหตุนี้ หนังสือรับสั่งครั้งกรุงธนบุรีจึงไม่ได้ใช้พระราชโองการ ความที่กล่าวข้อนี้ เมื่อมาตรวจพบหนังสือครั้งกรุงธนในชั้นหลัง เช่นหนังสือเรื่องตั้งเจ้านครศรีธรรมราชเป็นต้น เห็นใช้พระราชโองการเต็มตามแบบอย่างครั้งกรุงเก่า เพราะฉะนั้น ในข้อที่ว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกนั้นน่าเชื่อว่าที่จริงเห็นจะได้ทำ แต่ในเวลาที่ทำนั้นกำลังบ้านเมืองระส่ำระสาย ตำราราชาภิเษกครั้งกรุงเก่า ก็สูญเสียเมื่อกรุงเสียแก่พม่า ถ้าจะมีตำราอะไรที่เหลืออยู่ ซึ่งหาได้ในครั้งกรุงธนบุรีนั้น ก็มีอยู่ฉบับเดียวแต่โคลงจมื่นไวยวรนารถแต่งไว้ แต่ด้วยจดหมายเหตุเรื่องบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ลักษณะการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ทำครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ว่ามีสวดมนต์เลี้ยงพระ ๓ วัน ในวันที่คำรบ ๓ เวลา เช้าสรงมุรธาภิเษก ทรงเครื่องแล้วเสด็จประทับพระที่นั่งอัฐทิศแต่ทิศเดียว พระมหาราชครูพราหมณ์กราบบังคมทูลถวายสิริราชสมบัติแล้วสวดเวทถวายชัยมงคล เป็นเสร็จการเพียงเท่านั้น ไม่ได้ตั้งพระที่นั่งภัทรบิฐ และไม่ได้ถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ พิธีที่เต็มตามตำรา มาทำครั้งสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรราชา รับราชสมบัติต่อสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ แต่ก็ไม่ได้มีตำราจดไว้ หรือจดไว้แต่สูญหายไปเสียเมื่อเสียกรุงเก่า ลักษณะการพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้ากรุงธนบุรีเห็นจะทำอย่างสังเขป อนุโลมตามแบบอย่างครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ และบางทีจะบกพร่องไปกว่านั้น ความเข้าใจจึงเกิดมีขึ้นมาว่า ลักษณะการพระบรมราชาภิเษกที่ได้ทำครั้งพระเจ้ากรุงธนบุรีทำไม่ถูกต้องตามตำรา ครั้นมาเกิดเหตุวิปริตขึ้นในปลายแผ่นดิน จึงเลยโทษกันว่าเพราะไม่ได้ทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องตามตำรา จึงเลยมีคำกล่าวสืบมาว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ได้ราชาภิเษก

 

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จผ่านพิภพ ณ ปีขาลจัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ พ.ศ. ๒๓๒๕ นั้น กำลังคาดว่าพม่าจะยกเข้ามาตีพระนครในไม่ช้า ด้วยเหตุในเมืองไทยเกิดเหตุจลาจลนั้นประการ ๑ และอแซวุ่นกี้ ตีตัดกำลังฝ่ายเหนือได้แล้ว อย่างเมื่อครั้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองประการ ๑ พอพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จผ่านพิภพ ในเดือนนั้นเองก็มีรับสั่งให้ย้ายพระนครข้ามมาตั้งข้างฝ่ายตะวันออก ด้วยทรงพระราชดำริว่า เมืองธนบุรีที่ตั้งเป็นราชธานีอยู่แต่ก่อน ไม่มั่นคงในการที่จะต่อสู้ข้าศึก

 

เหตุที่ย้ายพระนครมาตั้งข้างฝั่งตะวันออกตามกล่าวไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดาร อันแต่งเมื่อในรัชกาลที่ ๓ ว่าเพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชดำริเห็นว่า “พระราชคฤหสถานใกล้อุปจารวัดแจ้ง วัดท้ายตลาด ติดอยู่ทั้ง ๒ ข้าง” จึงโปรดให้สร้างพระนครแลพระราชวังใหม่ ย้ายมาตั้งข้างฝั่งตะวันออกนั้น ความที่กล่าวไม่สมเหตุสมผลแลมีหลักฐานที่จะลงเนื้อเห็นได้เป็นแน่ว่าเหตุที่ย้ายพระนครมาสร้างข้างฝั่งตะวันออก เหตุที่จริงเป็นด้วยเตรียมจะต่อสู้ข้าศึกดังกล่าวมาแล้ว เพราะเมืองธนบุรีเมื่อสร้างเป็นป้อมปราการในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ความมุ่งหมายจะให้เป็นแต่เมืองด่านรักษาทางน้ำ เหมือนเมืองนครเขื่อนขันธ์ที่สร้างขึ้นในชั้นหลังแผนที่เมืองธนบุรีครั้งเป็นราชธานีเหมือนอย่างเมืองพิษณุโลก คือ ตั้งป้อมกำแพงสองฟากเอาลำแม่น้ำไว้กลางเมือง เมืองที่เอาลำน้ำไว้กลางเมือง ถ้าลำน้ำนั้นแคบก็เป็นประโยชน์ในการที่จะใช้เรือลำเลียงเข้าได้ถึงในเมือง แลเวลามีศึกสงคราม ก็อาจจะทำเครื่องกีดกันข้าศึกได้ในทางน้ำ แลทำสะพานให้พลทหารข้ามถ่ายเทช่วยกันรักษาหน้าที่ได้ง่ายแต่ถ้าลำน้ำกว้างออกจนกลายเป็นแม่น้ำ ประโยชน์ที่จะได้ในการป้องกันเมืองก็หมดไปกลายเป็นเมืองอกแตก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เคยทรงรักษาเมืองพิษณุโลกสู้ศึกอแซวุ่นกี้ คงจะได้ทรงพระราชดำริเห็นการเสียเปรียบข้าศึกดังกล่าวมานี้จึงให้ย้ายพระนครมาตั้งข้างฝั่งตะวันออกแต่ฝั่งเดียว เอาลำแม่น้ำเป็นขื่อหน้ารักษาพระนครแลข้อหาที่ทรงคาดว่าจะมีศึกพม่าครั้งนั้น การก็เป็นจริงดังพระราชดำริ ไม่ช้านานเท่าใดพระเจ้าอังวะปะดุงก็ยกกองทัพใหญ่เข้ามาตีเมืองไทยทุกทิศทาง หากตีกลองทัพหลวงพระเจ้าอังวะแตกพ่ายไปเสียแต่ที่ลาดหญ้าแขวงเมืองกาญจนบุรี แล้วตีกองทัพพม่าที่แยกลงมาทางเหนือแตกไปแต่เมืองพิษณุโลก พม่าจึงมิได้ยกเข้ามาถึงชานพระนคร

 

พิเคราะห์ดูตามวันกำหนดที่ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จผ่านพิภพในเดือน ๕ ปีขาลจัตวาศก ตั้งหลักเมืองกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อเดือน ๖ แลเสด็จข้ามมาประทับที่พระราชวังใหม่เมื่อเดือน ๘ บุรพาสาธดังนี้ เห็นได้ว่าการที่สร้างพระนครใหม่ครั้งนั้นเป็นการเร่ง แม้กำแพงพระราชวังก็ใช้แต่ปักเสาระเนียด พระราชมนเทียรที่เสด็จมาประทับแต่แรกคงจะทำขึ้นประทับชั่วคราว เห็นจะสร้างราวตรงหมู่ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานทุกวันนี้ ความปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จมาเฉลิมพระราชมนเทียรในพระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่ ได้ทำพระราชพิธีปราบดาภิเษกแต่โดยสังเขป กล่าวรายการไว้ว่า พระสงฆ์สวดมนต์ที่พระราชมนเทียรใหม่ ๓ วัน ครั้นวันที่ ๔ เสด็จโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคข้ามจากพระราชวังเดิมมายังพระราชวังใหม่สรงมุรธาภิเษกแล้วเสด็จประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ  พระมหาราชครูพราหมณ์กราบบังคมทูลถวายสิริราชสมบัติแลเครื่องราชูปโภค ตามโบราณราชประเพณี การพระราชพิธีปราบดาภิเษกที่ทำโดยสังเขปครั้งนั้น มีเหตุควรเข้าใจได้ว่า แม้ในครั้งนั้นเองก็คงถือว่ายังทำไม่ถูกต้องตามตำราบรมราชาภิเษก ซึ่งควรจะทำ ด้วยมีจดหมายเหตุอยู่เป็นสำคัญว่าต่อมาเมื่อเดือนยี่ปีเถาะเบญจศก จุลศักราช ๑๑๔๕ พ.ศ. ๒๓๒๖ ในเวลากำลังสร้างป้อมกำแพงพระนคร แลสร้างพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท ที่ในพระราชวังตรงหมู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาททุกวันนี้นั้น โปรดให้ข้าราชการผู้รู้แบบแผนราชประเพณีครั้งกรุงเก่า มีเจ้าพระยาเพ็ชรพิไชยเป็นประธาน ประชุมกันปรึกษาหารือกับพระราชาคณะผู้ใหญ่ มีสมเด็จพระสังฆราช เป็นต้น ให้ช่วยกันค้นคัมภีร์แลแบบแผนเก่าทำตำราบรมราชาภิเษกขึ้นไว้สำหรับพระนคร แลได้โปรดให้สร้างเครื่องราชูปโภคต่างๆสำหรับการบรมราชาภิเษกขึ้นในครั้งนั้น การสร้างพระนครทำอยู่ ๓ ปี ครั้นสร้างพระนครแลพระมหาปราสาทสำเร็จแล้ว จึงทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตำราโบราณราชประเพณีอีกครั้ง ๑ เมื่อปีมะเส็งสัปตศก จุลศักราช ๑๑๔๗ พ.ศ. ๒๓๒๘ ในคราวเดียวกับงานสมโภชพระนคร ลักษณะการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งทำเมื่อปีมะเส็งสัปตศกนี้ ที่เป็นแบบอย่างทำในรัชกาลหลังๆสืบมา

 

แต่การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ทำในรัชกาลที่ ๒ มีการเปลี่ยนแปลงข้อสำคัญอย่าง ๑ ที่ย้ายสถานมาทำพิธีราชมนเทียรหมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานด้วยพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๑ แทนพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทที่ไฟไหม้นั้น เป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพอยู่

 

ลักษณะการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ทำในรัชกาลที่ ๒ มีรายการในร่างหมายรับสั่งซึ่งเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (บุญรอด ต้นสกุล บุณยรัตพันธุ์) แต่ง ได้พิมพ์ไว้ในหนังสือวชิรญาณ ลงวัน ๖ ๘ฯ  ๔ ค่ำ ปีระกาสัปตศก พ.ศ. ๒๔๒๘ ฉบับ ๑ แลมีโคลงยอพระเกียรติเป็นพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงไว้แต่ยังเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์อีกฉบับ ๑ ข้าพเจ้าได้เอาหนังสือ ๒ ฉบับนี้สอบกันดูเห็นความข้อสำคัญคลาดเคลื่อนกันอยู่บ้าง ข้าพเจ้าเข้าใจว่าหมายรับสั่งเป็นหนังสือแต่งก่อนงานอาจจะถูกแก้ไข แต่ส่วนพระราชนิพนธ์นั้นทรงเมื่อทำการพระราชพิธีแล้ว พรรณนาลักษณะการถ้วนถี่ควรฟังยิ่งกว่าร่างหมายรับสั่ง แห่งใดที่ความผิดกัน ข้าพเจ้าจึงถือว่าพระราชนิพนธ์เป็นถูกต้อง แต่พระราชนิพนธ์เป็นหนังสือแต่งโดยมีข้อบังคับว่าด้วยเป็นโคลง จำต้องพิจารณาถอดเนื้อความออกจากโคลง ตามซึ่งเห็นว่าหมายความอย่างไรในโคลง จำต้องพิจารณาถอดเนื้อความออกจากโคลง ตามซึ่งเห็นว่าหมายความอย่างไรในโคลงนั้น การพิจารณาอาจจะผิดได้บ้าง แต่ข้าพเจ้าได้พิจารณาหลายทบหลายทวนแลได้ปรึกษากับท่านผู้อื่นซึ่งข้าพเจ้านับถือว่าเป็นผู้รู้อีกชั้นหนึ่ง จึงเข้าใจว่าแม้จะผิดก็จะผิดไม่มากนก ถ้าผู้อ่านสงสัยแห่งใด ก็จงสอบดูในหนังสือพระราชนิพนธ์โคลงยอพระเกียรตินั้น ด้วยเป็นหนังสือพิมพ์แล้ว หาฉบับได้ไม่ยาก ข้าพเจ้าได้สอบสวนหนังสือทั้ง ๒ ฉบับที่กล่าวมาแล้วได้ความในเรื่องงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๒ ดังต่อไปนี้

 

โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรีเป็นผู้อำนวยการพระราชพิธี เริ่มด้วยการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ข้าราชการผู้ใหญ่ประชุมพร้อมกันที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ราวเดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ ครั้นได้ฤกษ์โหรลั่นฆ้อง ชาวประโคมประโคมสังข์แตรแลพิณพาทย์อาลักษณ์จารึกพระสุพรรณบัฏพระบรมราชนามาภิไธยว่า

 

 “พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสิทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาษกรวงษ์ องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูวเนตวรนายก ดิลกรัตนราช ชาติอาชวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลย์คุณอกนิฐ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร์ โลกเชฐวิสุทธิ รัตนมงกุฎประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมบพิตร”

 

เมื่อจารึกพระสุพรรณบัฏแล้ว พระมหาราชครูพราหมณ์เจิมแล้วรัดแผ่นพระสุพรรณบัฏด้วยไหมเบญจพรรณ วางไว้ในหีบทองมีถุงเยียรบับชั้นนอก ผูกประทับตราประจำครั่ง ตั้งบนพานแว่นฟ้าทองสองชั้นคลุมปักหักทองขวาง ตั้งไว้ในพระอุโบสถพราหมณ์เบิกแว่นเทียนสมโภชแล้ว จึงเชิญพานพระสุพรรณบัฏขึ้นพระราชยานกั้นพระกลด ตำรวจแห่เข้าไปตั้งในแท่นมณฑล

 

ก่อนที่จะกล่าวถึงการจัดที่พระราชมนเทียรสำหรับทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแลเฉลิมพระราชมนเทียรครั้งรัชกาลที่ ๒ จำจะต้องอธิบายเรื่องชื่อพระที่นั่งก่อน ที่เรียกว่าพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน แต่ก่อนหมายความว่าพระที่นั่งทั้งหมู่นั้นเรียกพระมหามนเทียรสามหลังแฝดซึ่งอยู่ข้างใต้ ว่าพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เรียกพระที่นั่งหลังขวางสิบเอ็ดห้องซึ่งอยู่กลางว่าพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เรียกพระที่นั่งอันเป็นท้องพระโรงอยู่ข้างเหนือ ว่าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย อย่างทุกวันนี้ พึ่งบัญญัติขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๓ แต่ก่อนมาถ้าเรียกแยกเป็นหลังๆ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เรียกว่าท้องพระโรง หรือ พระที่นั่งบุษบกมาลา พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เรียกว่าหลังสิบเอ็ดห้อง ในโคลงพระราชนิพนธ์เรียกพระที่นั่งหน้าพระโรงใน พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เรียกว่าพระวิมานบ้างพระมหามนเทียรบ้าง ในโคลงพระราชนิพนธ์เรียกว่า พระที่นั่งทักษิณไพศาล เห็นจะหมายความว่า พระมหามนเทียรองค์ใต้ เรียกว่าพระที่นั่งทักษิณในโคลงถึง ๓ แห่ง แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่ได้หมายความว่าหลังขวางสิบเอ็ดห้องนั้นเป็นแน่ ชื่อพระที่นั่งที่จะเรียกต่อไปในเรื่องนี้ เพื่อที่จะให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย จะเรียกตามชื่ออย่างที่เรียกแลรู้จักกัน ในปัจจุบันนี้

 

การที่จัดทำพระราชพิธี ตั้งราชวัติฉัตรเบญจรงค์รอบบริเวณพระที่นั่งทั้งหมู่ที่ท้องพระลานด้านตะวันออกระหว่างพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน กับพระที่นั่งไพศาลทักษิณปลูกมณฑปพระกระยาสนานหุ้มผ้าขาวแต่งด้วยเครื่องทอง บนเพดานพระมณฑปเป็นที่ขังน้ำเบญจสุทธคงคา มีทุ้งท่อฝักบัวเงินที่เพดานสำหรับไขน้ำให้โปรยลงยังที่สรงมุรธาภิเษก ที่ฝักบัวนั้นห้อยพวงดอกจำปาทอง ที่พื้นภายในพระมณฑปตั้งเตียงเหลี่ยมหุ้มผ้าขาว บนเตียงตั้งถาดทอง ในถาดทองตั้งตั่งไม้มะเอเป็นที่เสด็จประทับสรงมุรธาภิเษก ตรงที่วางพระบาทลาดใบไม้ข่มนามปูผ้าขาวทับ รอบพระมณฑปตั้งราชวัติ ฉัตรทอง ฉัตรนาก ฉัตรเงิน ทั้ง ๔ ด้าน บนพระที่นั่งไพศาลทักษิณจัดเป็นที่ทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั้งพระแท่นแว่นฟ้ามีเพดานระบายตาดเป็นพระแท่นมณฑล ในพระแท่นมณฑลนั้น ตั้งพระพุทธปฏิมาไชย พระสุพรรณบัฏ ดวงพระชันษา พระอุณาโลมทำแท่ง พระมหามงกุฎ พระแสงขรรค์ไชยศรี ธารพระกร พัดวาลวิชนี ฉลองพระบาท พระนพ พระสังวาลพราหมณ์ พระสังวาลสร้อยอ่อน พระภูษารัตกัมพล พระชฎาเพชร พระธำมรงค์ พระมาลาเบี่ยง ฉลองพระองค์เกราะ ฉลองพระองค์นวม เครื่องพระพิไชยสงคราม เครื่องพระมนต์พิเศษ พระมหาสังข์ทักขิณาวัฏ พระมหาสังข์ทอง พระมหาสังข์เงิน พระเต้าเบญจคัพย์ พระเต้าปทุมนิมิตทอง พระเต้าปทุมนิมิตนาก พระเต้าปทุมนิมิตเงิน พระเต้าปทุมนิมิตสัมฤทธิ์ พระแสงดาบคาบค่าย พระแสงดาบใจเพชร พระแสงทวน พระแสงง้าว แลพระแสงอัษฎาวุธ คือ พระแสงดาบเชลย พระแสงจักร พระแสงตรีศูล พระแสงธนู พระแสงดาบเขน พระแสงหอกชัย พระแสงปืนคาบชุดข้ามแม่น้ำสโตง พระแสงของ้าวเจ้าพระยาแสนพลพ่าย นอกจากนี้ยังมีพระแสงปืนคาบศิลาเคยทรง พระแสงขอคีช้างล้ม พระแสงขอคร่ำ พระชนักต้น พระเศวตฉัตร พระเสมาธิปัต พระฉัตรชัย พระเกาวพ่าย ธงชัยกระบี่ธุช ธงชัยครุฑพ่าห์ พระกลด พานพระขันหมาก พระเต้าพระสุธารส พระสุพรรณศรีบัวแฉก หน้าพระแท่นเครื่องนมัสการ ต่อพระแท่นมณฑลตั้งเทียนชัย ต่อไปตั้งพระแท่นอัฐทิศทำด้วยไม้อุทุมพรลาดหญ้าคา มีผ้าคลุม แลกั้นด้วยพระบวรเศวตฉัตร ๗ ชั้น มีตั่งน้อยทำด้วยไม้ไผ่สีสุก ตั้งตรงที่ประทับทั้ง ๘ ทิศ เป็นที่ตั้งกรดแลเทวรูปประจำทิศทั้ง ๘ ฝ่าย ข้างฝ่ายตะวันตกตั้งพระที่นั่งภัทรบิฐทำด้วยไม้อุทุมพร กั้นด้วยพระบวรเศวตฉัตร ๗ ชั้น ลาดผ้า พราหมณ์โปรยแป้งสาลีแลวางแผ่นทองคำเขียนรูปราชสีห์ด้วยชาดหรคุณ แล้ววางหญ้าคาแลปูผ้าคลุมข้างบนอีกชั้น ๑

 

บนพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน จัดเป็นที่ทำพระราชพิธีเฉลิมพระราชมนเทียรพระที่นั่งองค์ฝ่ายตะวันตก ตั้งพระแท่นทองมีเพดาน บนพระแท่นนั้งตั้งพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปทองคำห้ามสมุทร หน้าพระแท่นตั้งเครื่องนมัสการ แลบาตรน้ำ ๕ บาตรทราย ๕ ต่อมาจัดอาสนะที่พระสงฆ์ ๓๙ รูป มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานสวดพระพุทธมนต์ แลทอดอาสน์ที่ประทับทรงศีล ส่วนพระที่นั่งหลังตะวันตกในห้องที่บรรทมนั้นจัดที่พระสงฆ์สมถะ ๕ รูป สวดภาณวารบนแท่นพระบรรทม แลทอดราชอาสน์ที่ประทับทรงสดับพระปริต ที่ทำพระราชพิธีทุกแห่ง มีสายสิญจน์ล่ามวงถึงกัน ตลอดจนพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยซึ่งเป็นที่เสด็จประทับอยู่ในเวลาก่อนเฉลิมพระราชมนเทียร แลจัดเป็นแต่ที่ท้องพระโรงสำหรับเสด็จออก ไม่ทำการพิธีอย่างไรในนั้น ข้างหน้าพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ ตั้งพนมบัตรพลีสำหรับโหรบูชาเทวดา แลปลูกโรงพิธีพราหมณ์ เชิญเทวรูป คือ พระปรเมศวร ๑ พระพิษณุ ๑ พระพรหมธาดา ๑ พระพรหมสัทธาสิทธิ ๑ พระพิฆเนศวร ๑ พระอุมาภควดี ๑ พระลักษมี ๑ มาสถิตในโรงพิธี มีเครื่องพลีกรรม พวกพราหมณ์กินบวชทำพิธีตามลัทธิไสยศาสตร์

 

ภายนอกพระบรมมหาราชวัง ให้ตั้งศาลาฉ้อทานเลี้ยงสมณพราหมณาจารย์ อาณาประชาราษฎร แลไถ่สัตว์ซึ่งคนจะฆ่ามาปล่อย กับประกาศห้ามมิให้ขายสุราเมรัยตลอดเวลางานพระราชพิธี ๓ วัน

 

ถึง ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๑๐ ขึ้น ๖ ปีมะเส็ง เอกศก เป็นวันเริ่มงานพระราชพิธี ข้ามราชการแต่งตัวนุ่งผ้าสมปักลาย คาดเสื้อครุย พระราชวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ แลเจ้าพนักงานเข้ามาพร้อมกันอยู่ตามตำแหน่ง เข้าไปข้างในแต่เจ้านาย แลข้าราชการผู้ใหญ่กับเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ นอกนั้นอยู่ข้างหน้า ครั้นเวลาบ่าย นิมนต์พระสงฆ์เถรานุเถระ ทั้งฝ่ายคามวาสี อรัญวาสี มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน เข้าไปยังที่สวดมนต์ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานหลังตะวันตก ๓๘ รูป พระสงฆ์ฝ่ายสมถะ ๕ รูป สวดที่ห้องพระบรรทม เวลาพระเข้า ชาวประโคมประโคมสังข์แตรแลพิณพาทย์มโหรีขึ้นพร้อมกัน ขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงพระภูษาเขียนทองพื้นขาว ทรงสายรัดพระองค์เพชร ฉลองพระองค์กรองทอง เสด็จจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ขึ้นสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ สมเด็จพระสังฆราชจุดเทียนชัยแล้ว เสด็จขึ้นยังพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการที่พระที่นั่งหลังตะวันตก สมเด็จพระสังฆราชถวายศีลแล้ว เสด็จไปประทับทรงสดับพระจตุภาณปริตรในห้องที่บรรทม พระสงฆ์หมู่ใหญ่สวดพระปริตรเจ็ดตำนาน แต่พระสงฆ์ฝ่ายสมถะที่สวดในห้องที่พระบรรทมสวดจตุภาณวารแบ่งเป็น๓ ตอน สวดตอนละวัน ครั้นสวดพระปริตรจบ เสด็จมาประทับที่พระที่นั่งหลังตะวันตก สมเด็จพระสังฆราชถวายอดิเรกแล้ว พระสงฆ์ถวายพระพรลากลับวัด ชาวประโคมประโคมขึ้นพร้อมกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับคืนยังที่ประทับ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เมื่อเจ้าพนักงานฝ่ายหน้ากลับออกมาหมดแล้ว เกณฑ์ผู้หญิงซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายในเฝ้ารักษาที่พระมณฑลซึ่งอยู่ฝ่ายในทุกแห่ง ครั้นเวลาเช้าในวันรุ่งขึ้น เจ้าพนักงานเตรียมสำรับเลี้ยงพระ แลของไทยธรรม นิมนต์พระสงฆ์ที่ได้สวดมนต์ทั้ง ๔๓ รูป ไปพร้อมกันที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานหลังตะวันตก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องขาวอย่างเมื่อเวลาเย็น เสด็จทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย สมเด็จพระสังฆราชถวายศีล พระสงฆ์ถวายพรพระเสร็จแล้ว ทรงอุทิศสังฆทานแลทรงหลั่งน้ำทักขิโณทก (พระสงฆ์อนุโมทนา) แล้ว ทรงประเคนภัตตาหารสมเด็จพระสังฆราช ข้าราชการประเคนแลปฏิบัติพระสงฆ์องค์อื่นต่อมา ครั้นพระสงฆ์ทำภัตกิจแล้ว ถวายอดิเรก ถวายพระพรลาแล้ว จึงเสด็จกลับคืนยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ณ วันศุกร์ขึ้น ๗ ค่ำ ณ วันเสาร์ขึ้น ๘ ค่ำ สวดมนต์เลี้ยงเหมือนกับวันแรก

 

ครั้น ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๙ ค่ำ เป็นวันพระฤกษ์บรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องขาวอย่างวันก่อน เสด็จที่ประชุมสงฆ์ ทรงศีลแล้ว (เสด็จประทับคอยฤกษ์ที่ท้องพระโรงหน้า) ครั้นได้ฤกษ์ หลวงโลกทีปลั่นฆ้องชัย ชาวประโคมประโคมขึ้นพร้อมกัน เจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญเครื่องถอดถวายทรงแล้ว พราหมณ์เชิญพระพุทธปฏิมาชัย พระมหาราชครูโปรยข้าวตอกนำเสด็จตามทางลาดพระบาท สู่ที่พระมณฑปพระกระยาสนาน เสด็จขึ้นประทับเหนือตั่งไม้มะเดื่อ ผันพระพักตร์สู่ทิศบูรพา เจ้าพนักงานไขท่อสหัสธาราถวายมุรธาภิเษก สมเด็จพระสังฆราช(สุก) วัดมหาธาตุ ถวายน้ำมนต์ในพระเต้าเบญจคัพย์ สมเด็จพระพนรัตน วัดพระเชตุพน พระธรรมราชา วัดศาลาปูนกรุงเก่า พระญาณสังวร (สุก) วัดพลับ ถวายน้ำมนต์ในพระเต้าปทุมนิมิต พราหมณ์ถวายน้ำสังข์ น้ำกรด แลใบมะตูมประสิทธิด้วยมนต์ไสยเวท ครั้งสรงมุรธาภิเษกแล้วทรงเครื่องต้น

 

เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับพระที่นั่งอัฐทิศ พราหมณ์ประจำทิศทั้ง ๘ ถวายชัย แลถวายน้ำสังข์ทีละทิศ ตั้งแต่ทิศบูรพา เป็นต้น เวียนประทักษิณไปจนครบทั้ง ๘ ทิศแล้ว เสด็จไปประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ พระมหาราชครูพราหมณ์กราบบังคมทูลฯถวายสิริราชสมบัติ แลถวายพระสังวาลพราหมณ์ ซึ่งสมมติว่าเป็นของพระอิศวรทรงแล้วถวายพระสุพรรณบัฏแลเครื่องเบญจกกุธภัณฑ์ มหาดเล็กแทนกำนัลทั้ง ๘ ถวาย พระแสงอัษฎาวุธ ทรงรับด้วยพระหัตถ์แต่พระมหามงกุฎ พระแสงขรรค์ ๑ พระแสงดาบ ๑พัดวาลวิชนี ๑ ธารพระกร ๑ พระเศวตฉัตร ๑ ฉลองพระบาทพระมหาราชครูพราหมณ์วางถวาย ส่วนพระแสงอัษฎาวุธโปรดให้เจ้าพนักงานรับ เมื่อถวายเครื่องราชูปโภคแล้ว พระมหาราชครูพราหมณ์จึงอ่านเวทถวายพระพร ครั้นจบจึงมีพระราชโองการแก่พระมหาราชครูว่า พรรณพฤกษชลธีแลสิ่งของในแผ่นดินทั่วทั้งพระราชอาณาจักรนั้น ถ้าไม่มีเจ้าของหวนแหนแล้ว ตามแต่สมณพราหมณาจารย์ อาณาประชาราษฎรจะปรารถนาเถิด พระมหาราชครูรับพระราชโองการเป็นฤกษ์ แต่นั้นบัตรหมายจึงใช้พระราชโองการต่อมา แล้วทรงโปรยดอกพิกุลเงินสิ่งละพาน พระราชทานแก่พราหมณ์ มีพระมหาราชครูเป็นประธาน ทรงพระเต้าทองหลั่งน้ำษิโณทก พราหมณ์ถวายบังคมแล้วเป่าสังข์ เจ้าพนักงานประโคมขึ้นพร้อมกัน จึงเสด็จจากพระที่นั่งภัทรบิฐ ขึ้นสู่พระมหามนเทียร ซึ่งพระสงฆ์ได้ทำภัตกิจแล้ว แลคอยถวายพระพรอยู่นั้น ทรงนมัสการพระรัตนตรัยแล้ว ทรงประเคนไตรจีวรแลเครื่องบริขารแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์ถวายพระพร ถวายอดิเรก ถวายพระพรลากลับไป

 

ครั้นพระสงฆ์กลับแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระแสงเวียด ทรงฉลองพระบาท เสด็จออกท้องพระโรงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประทับพระแท่นภายใต้พระมหาเศวตฉัตร พระราชวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งฝ่ายทหารและพลเรือน พร้อมกันอยู่ในที่เฝ้า กราบถวายบังคมแล้ว เจ้าพระยามหาเสนา (ปิ่น) ที่สมุหพระกลาโหม กราบบังคมทูลถวายพระมหาพิชัยราชรถ เรือพระที่นั่งเรือกระบวนทั้งปวง แลเครื่องสรรพศาสตราวุธพลทหาร แลหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา ซึ่งอยู่ในบังคับกลาโหม เวลานั้นตำแหน่งสมุหนายกว่าง พระยามหาอำมาตย์กราบบังคมทูลแทนที่สมุหนายก ถวายพระยาช้างต้น พระยาม้าต้น พลเรือน แลหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา ซึ่งอยู่ในบังคับมหาดไทย พระยาโกษาธิบดี (กุน) กราบบังคมทูลถวายราชพัทธยากร แลราชสมบัติทั้ง ๑๒ ท้องพระคลัง (แลหัวเมืองซึ่งอยู่ในบังคับกรมท่า) พระยายมราช (บุญมา) กราบบังคมทูลถวายกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์มหินทราโยทธยา อันเป็นราชธานี เจ้าพระยาธรรมฯ (สด) กราบบังคมทูลถวายพระมหาปราสาทราชมนเทียรสถานแลเศวตฉัตรเครื่องสูง เครื่องประดับพระเกียรติยศทั้งปวง ตำแหน่งเจ้าพระยาพลเทพว่าง พระยาประชาชีพ กราบบังคมทูลถวายธัญญาหารแดนสถานลานนาเขตทั้งปวง จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่งให้มุขมนตรีผู้เป็นเจ้าหน้าที่จงรักษาสรรพสิ่งทั้งปวงนั้นไว้ตามพนักงาน เพื่อจะได้ป้องกันพระราชอาณาเขต ทะนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนาให้สถาพรสืบไป อรรคมหาเสนาบดีรับพระราชโองการ ข้าราชการถวายบังคมพร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ ข้าราชการฝ่ายในเฝ้าทูลละอองพระบาทพร้อมกัน ท้าววรจันทร์กราบบังคมทูลฯถวายสิบสองพระกำนัล แลมีพระราชปฏิสันถารแล้ว พอได้เวลาพระฤกษ์เฉลิมพระราชมนเทียร ชาวประโคมประโคมขึ้นพร้อมกัน จึงเสด็จขึ้นสู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน มีนางในตระกูลสูงอุ้มวิฬาร์ ๑ เชิญพานทองรองข้าวเปลือก ๑ ถั่ว ๑ งา ๑ ผลฟักเขียว ๑ หินบด ๑ ตามเสด็จ แลมีนางชำระพระบาทเมื่อเสด็จขึ้นพระราชมณเทียร เสด็จสู่ห้องพระบรรทม ทรงนมัสการพระศรีรัตนตรัย ตั้งอธิษฐานตามพระราชอัธยาศัย แล้วผลัดเครื่องทรง เสด็จขึ้นพระแท่นบรรทม พระราชวงศ์ฝ่ายในถวายดอกหมากทองคำ ท้าววรจันทร์ถวายลูกกุญแจ ทรงรับวางข้างที่พระบรรทมแล้ว เอนพระองค์ลงบรรทมโดยทักษิณปรัศว์เป็นเกษ์ พระราชวงศ์ฝ่ายในซึ่งเจริญพระชันษาถวายพระพรก่อนแล้ว พระราชวงศ์ฝ่ายในทั้งปวงจึงถวายพระพรพร้อมกัน

 

เมื่อเฉลิมพระราชมนเทียรเป็นฤกษ์ (แสเสวยพระกระยาหาร) แล้ว จึงเสด็จพระราชดำเนินโดยทางฝ่ายใน  ทรงโปรยเงินพระราชทานผู้ที่มาคอยเฝ้าถวายพระพรตลอดทาง จนถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เสด็จไปถวายบังคมพระบรมศพ  ทรงอธิษฐานขอพระราชทานพระพร  แล้วเสด็จกลับคืนยังพระราชมรเทียร  เวลาบ่ายเจ้าพนักงานตั้งบายศรีเวียนเทียน  สมโภชพระราชมนเทียร ต่อมาพระราชวงศานุวงศ์  แลข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน  ถวายดอกไม้ธูปเทียนทั่วกัน

 

เมื่อเสร็จพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว เสด็จเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราตามโบราณประเพณี ทางเดินกระบวนแห่เสด็จเลียบพระนครครั้งนั้น ออกประตูวิเศษไชยศรี ประทักษิณพระบรมมหาราชวัง ไปเลี้ยวป้อมเผด็จดัษกร แล้วตรงไปจนถึงสะพานข้ามคลองตลาด แล้วจึงเลี้ยวกลับขึ้นทางริมกำแพงพระนคร มาทางท้ายสนมเข้าถนนหน้าวังที่ท่าพระ เลี้ยวกลับเข้าพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี ไม่ได้หยุดพักที่วัดพระเชตุพะนอย่างเมื่อรัชกาลที่ ๔ แลต่อมา ตลอดถนนที่จะเดินกระบวนแห่นั้น เจ้าพนักงานจัดตั้งราชวัติฉัตรเบญจรงค์ ๗ ชั้นแลร้านน้ำเป็นระยะ ปราบถนนโรยทรายเกลี่ยให้ราบรื่น แลให้รื้อร้านโรงอันกีดขวางอยู่ริมทางให้เป็นที่เรียบร้อย ครั้นถึงวันกำหนด พวกทหารอาสา ๖ เหล่าซ้ายขวาตั้งกองจุกช่องรายทางที่จะเสด็จ ตั้งปืนคู่ขานกยางทุกแพรกถนน เจ้าพนักงานจัดตั้งกระบวนแห่เสด็จพร้อมกัน ริ้วกระบวนแห่เสด็จเลียบพระนครครั้งนั้น กระบวนหน้าปลายริ้วฝรั่งแม่นปืน แต่งตัวเสื้อขลิบกำมะหยี่แดง ลากปืนจ่ารงรางเกวียน ๒ กระบอก แล้วถึงกระบวนนายม้าต้น ใส่เสื้อสีสอดสนับเพลาโพกผ้าแดงขลิบทอง ขัดดาบ ขี่ม้าถือธง ๘ ม้า แล้วถือพลอาสาล้วนแต่งเครื่องเสนากุฎกองละ ๕๐ คน ตัวนายใส่เสื้อโพกผ้า มีประคำคล้องคอแลสะพายดาบเดินเป็นกองๆ คืออาสาเกณฑ์หัดถือปืนดาบศิลา ปลายหอกกอง ๑ ถือธนูกอง ๑ ถือทวนกอง ๑ อาสา ยี่ปุ่นถือง้าวกอง ๑ พลอาสาถือดาบสองมือกอง ๑ พลล้อมวงถือดาบโล่กอง ๑ ถือดั้งทองกอง ๑ พลอาสาถือดาบเขนกอง ๑ อาสาจาม ใส่เสื้อผ้าวิลาศ โพกผ้าตะบิด ถือหอกซัดคู่เหน็บกริชพวก ๑ แล้วถึงขุนหมื่นหกเหล่าคู่ชัก ใส่เสื้อแดง ผ้าโพกศีรษะถือหอกเดินเรียงเป็นสี่สาย ต่อนั้นถึงกระบวนขุนหมื่นตำรวจ ๘ กรม สะพายดาบเดินสี่สาย แล้วถึงเจ้ากรมปลัดกรมพระตำรวจ เดินริ้วนอกสองสาย หุ้มแพรมหาดเล็ก เดินริ้วในสองสาย ล้วนแต่งตัวสอดสนับเพลานุ่งผ้าเกี้ยว คาดเจียระบาด ใส่เสื้อเทศ สวมประคำ โพกผ้าขลิบครุยสะพายกระบี่ ในระหว่างกระบวนสี่สายตอนนี้ พวกกลองชนะล้วนแต่งเสื้อกางเกงแลหมวกแดง ๑๐๐ คู่ เดินเป็นสองแถวข้างใน มีจ่าปี่ จ่ากลอง แล้วแตรฝรั่ง แตรงอน สังข์ ต่อมาถึงชาวเครื่องนุ่งริ้วคาดลายเสื้อปล้อง ศีรษะใส่ลำพอกเชิญเครื่องสูง ๕ ชั้น ๗ ชั้น ชุมสาย บังแทรก แถวกลางมีมหาดเล็กเชิญพระแสงดาบเขน พระแสงหอกชัย พระแสงดาบคาบค่าย พระแสงดาบใจเพชร พระแสงหอกชวา เดินหว่างเครื่อง แล้วถึงพระที่นั่งพุดตานซึ่งเป็นพระราชยาน มีเจ้าพนักงานเชิญพระกลดตาด บังสูรย์ พัดโบก พระทวย ขุนนางตำแหน่งปลัดทูลฉลองเป็นคู่เคียง เดินสองข้างพระราชยาน ๖ คู่ ล้วนแต่งตัว (สอดสนับเพลานุ่งผ้าเกี้ยว คาดเจียระบาด) ใส่เสื้อริ้วโพกขลิบกรองทอง สะพายดาบ นอกแถวคู่เคียงมีอินทรพรหมนุ่งสนับเพลา สวมเสื้อเขียวข้าง ๑ แดงข้าง ๑ ศีรษะใส่เทริด ถือจามรกระบวนหลังต่อพระราชยานถึงเจ้ากรม ปลัดกรม กรมทหาร ในพลพัน ทนายเลือก แลรักษาพระองค์ เดินเป็นสี่สาย แล้วถึงกระบวนเครื่องสูงหลัง มีมหาดเล็กเชิญพระแสงง้าว (พระแสงตรี) พระแสงหอกง่าม เดินหว่างเครื่อง ต่อนั้นถึงมหาดเล็กเชิญเครื่อง คือพานพระขันหมาก พระเต้า พระสุพรรณศรี เป็นต้น แลเชิญพระแสงปืน พระแสงทวน พระแสงง้าว พระแสงหอก ตามเสด็จ ต่อมาถึงพระยาม้าต้น ม้าเทศผูกเครื่องกุดั่น ๒ ม้า แล้วจึงถึงกระบวนอาสา มีจำนวนหนึ่ง จำนวนกระบวนข้างหน้าทุกหมู่ฝรั่งแม่นปืนลากปืนจ่ารงรางเกวียน ๒ กระบอกเป็นที่สุด ต่อนั้นถึงกระบวนพระราชวงศ์ทรง (สนับเพลาแล) ผ้าเขียนทอง คาดเจียระบาด (ฉลองพระองค์อย่างเทศทรงพระมาลา) ทรงม้ากั้นพระกลดหักทองขวาง เดินเป็นคู่ๆ มีมหาดเล็กตามแล้วถึงกระบวนเสนาบดีนั่งแคร่ มีทนายตาม เป็นที่สุดกระบวน รวมกระบวนพยุหยาตราเป็นจำนวน ๘,๐๐๐

 

ในวันกำหนดนั้น ถึงเวลา ๒ ชั่วโมง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกท้องพระโรง ทรงเครื่องสนับเพลาเชิงงอน พระภูษาเขียนทอง ฉลองพระองค์ตาดจีบคาดเจียระบาดสายรัดพระองค์เพชร เหน็บพระแสงกั้นหยั่น ทรงพระสังวาล พระธำมรงค์และพระมาลาเพชร ทรงพระแสงเวียด เสด็จขึ้นเกยพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ ทรงพระราชยานเดินกระบวนแห่ออกจากพระบรมมหาราชวัง ทรงโปรยเงินพระราชทานราษฎร ซึ่งมาคอยถวายพระพรอยู่ทั้ง ๒ ข้าง จนตลอดระยะทางแล้วเสด็จกลับคืนสู่พระบรมมหาราชวัง