thai eng

พระราชพงศาวดารเรื่อง ไทยรบพม่า

พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อธิบายเรื่องไทยรบกับพม่า ในครั้งกรุงรัตนโกสินทร์

ตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ฯ เป็นราชธานีของสยามประเทศ มาจนประเทศพม่าเสียอิสรภาพตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เมื่อปีระกา พ.ศ.๒๔๒๘ รวมเวลา ๑๐๓ ปี ไทยได้ทำสงครามกับพม่า ๑๐ ครั้ง เป็นสงครามฝ่ายพม่ามาบุกรุก ๕ ครั้ง ฝ่ายไทยไปบุกรุก ๕ ครั้ง

ถ้ากล่าวตามรัชกาล ไทยกับพม่าทำสงครามกันเมื่อในรัชกาลที่หนึ่ง ๗ ครั้ง รัชกาลที่ ๒ ครั้งหนึ่ง รัชกาลที่ ๓ ครั้งหนึ่ง รัชกาลที่ ๔ ครั้งหนึ่ง ในรัชกาลที่ ๕ เป็นแต่เพียงไทยยกกองทัพไปขับไล่พม่า หาถึงรบพุ่งกันไม่

ถ้าว่าโดยการที่รบพุ่ง รบกันเข้มงวดอยู่แต่เมื่อในรัชกาลที่ ๑ ยุคเดียว ต่อมาก็เป็นแต่อย่างวิวาทกันทางปลายแดนหาถึงรบรับขับเคี่ยวกันเหมือนเมื่อในรัชกาลที่ ๑ ไม่

ในรัชกาลที่ ๑ พระเจ้าปดุงซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินพม่า มีอานุภาพมากคล้ายกับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแต่ปางก่อน เมื่อได้ประเทศอื่นที่ใกล้เคียงกันเป็นอาณาเขตแล้ว หมายจะตีเอาเมืองไทยให้จงได้ ยกกองทัพมาใหญ่หลวงยิ่งกว่าศึกพม่าครั้งไหนๆ ที่เคยปรากฏมาในพงศวดาร แต่ฝ่ายไทยต่อสู้ด้วยใช้วิธีซึ่งคิดขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๑ นั้นสามารถเอาชัยชำนะพม่าได้ ทีหลังพม่าก็ครั่นคร้าม ไทยจึงไปตีเมืองพม่าบ้าง แต่ก็หาสำเร็จไม่ ได้แต่หัวเมืองลื้อเขินของพม่ามาเป็นของไทย

ถึงรัชกาลที่ ๒ พม่าเตรียมจะมาตีเมืองไทยอีก แต่มีเหตุขัดขวางเสียทั้ง ๒ คราว คราวแรกจึงเป็นแต่มาปล้นหัวเมืองในมณฑลภูเก็ต มีเมืองถลางเป็นต้น กองทัพกรุงฯ ลงไปปราบปรามก็พ่ายแพ้ไป คราวหลังพอเตรียมกองทัพกันทั้ง ๒ ฝ่ายเผอิญเกิดเหตุในเมืองพม่าๆต้องถอนทัพไปทางอื่น เลยไม่ได้รบกัน คราวหลังจึงหานับในจำนวนสงครามไม่

ถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่ออังกฤษตีเมืองพม่าครั้งแรก อังกฤษมาชวนไทยเป็นสัมพันธมิตรไปช่วยรบพม่า กองทัพไทยได้ยกไปช่วยอังกฤษถึงเมืองเมาะตะมะ และได้รบพุ่งกับพม่าบ้าง แต่ไม่มากนัก เรื่องการสงครามครั้งนี้ ในหนังสือพระราชพงศาวดารกล่าวว่าเป็นแต่ให้กองทัพไทยรักษาปลายแดน หามีรายการปรากฏไม่ ข้าพเจ้าได้พบรายการในจดหมายเหตุเก่าบ้าง พบในจดหมายเหตุของเฮนรี เบอร์นี ทูตอังกฤษที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยในเวลาการสงครามครั้งนั้นบ้างจึงทราบรายการ เห็นว่าเรื่องราวเป็นคติน่ารู้ จึงได้เก็บเนื้อความมาเรียบเรียงให้ปรากฏในหนังสือเรื่องนี้

ที่ว่าเป็นคติน่ารู้นั้น ไม่ใช่กระบวนรบพุ่ง ที่จริงเรื่องรบพุ่งไม่สู้มีสาระอันใดนัก ข้อสำคัญอยู่ในเรื่องราวที่ไทยกับอังกฤษเป็นสัมพันธมิตรกันครั้งนั้นอย่างแปลกประหลาดน่าพิศวง เพราะไทยกับอังกฤษถือลัทธิธรรมเนียมผิดกัน มีความนิยมก็ผิดกัน ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างไม่รู้ลัทธิธรรมเนียมและมีความนิยมของกันและกัน ใช่แต่เท่านั้นซ้ำไม่ชอบกันและไม่ไว้ใจกันด้วย เหตุที่เกิดเป็นสัมพันธมิตรกันเพราะอังกฤษยังไม่รู้ว่าพม่าจะมีกำลังใหญ่หลวงสักเพียงไร เห็นว่าไทยเป็นศัตรูกับพม่าเคยพุ่งรบกันมาก่อน จึงมาชวนไทยไปช่วยรบเพื่อประโยชน์ของอังกฤษ ฝ่ายข้างไทยก็อยากทำลายพม่า แต่มุ่งหมายจะทำแต่เพียงที่สมแก่ประโยชน์ของไทย กิริยาที่เป็นสัมพันธมิตรกันจึงเกิดไม่พอใจกันด้วยประการต่างๆตั้งแต่ต้นจนปลาย บางคราวถึงเกือบจะรบกันขึ้นเองก็มี หากรัฐบาลทั้ง ๒ ฝ่ายพยายามรักษาทางไมตรี จึงดีกันมาได้จนตลอดสงคราม

เรื่องตอนนี้ ต้องอ่านด้วยทรงไว้ในใจอย่างหนึ่งว่าสมัยนั้นไทยเรายังไม่ได้เคยสมาคมกับชาวยุโรป ทั้งความรู้และความนิยมก็ยังเป็นอย่างโบราณ ควรจะพิจารณาดูแต่ทางการอันเป็นความมุ่งหมายของรัฐบาลในสมัยนั้น ก็จะแลเห็นว่าท่านตริตรองเลือกฟั้น ด้วยรู้ว่าอย่างไรจะเป็นประโยชน์หรือมิเป็นประโยชน์แก่เมืองไทย และพยายามรักษาประโยชน์ไว้ได้ในที่สุด

ถึงรัชกาลที่ ๔ ไทยไปบุกรุกตีเมืองเชียงตุง จึงเกิดรบกับพม่า มูลเหตุแห่งสงครามครั้งนี้มีมาตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๓ เป็นมรดกตกมาถึงรัชกาลที่ ๔ จึงได้ยกกองทัพไปตีเมืองเชียงตุง เพราะเหตุการณ์ทำให้เห็นว่าจำเป็น มิใช่ปรารถนาจะตีเมืองพม่า แต่ทำไปโดยไม่รู้ภูมิลำเนา การจึงไม่สำเร็จ ไทยกับพม่ารบกันครั้งนี้เป็นที่สุดซึ่งปรากฏมาในพงศาวดาร ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ พระเจ้ามินดงซึ่งครอบครองแผ่นดินพม่า ถูกอังกฤษชิงเอาหัวเมืองมอญเสียหมด หันมาปรารถนาจะเป็นไมตรีกับไทย ได้พยายามจะทำทางไมตรีหลายครั้ง แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นประโยชน์ที่จะเป็นไมตรีกับพม่าก็ทรงเฉยเสีย

ในรัชกาลที่ ๕ มีพวกพม่า เงี้ยว เขิน ซึ่งเป็นคนของพม่าเข้ามาตั้งภูมิลำเนาที่เมืองเชียงแสน แต่แรกเป็นแต่อพยพเข้ามาตั้งทำมาหากินคราวละครัวหนึ่งสองครัว ว่าจะมาขอพึ่งพระบารมีอยู่อย่างเป็นราษฎรพลเมือง ครั้นนานเข้าพวกพม่ามาอยู่ด้วยกันมากขึ้นถึงพันเศษก็ตั้งต้นปกครองกันเอง ไม่ยอมอยู่ในบังคับบัญชาเจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่ จึงโปรดให้กองทัพเจ้านายในมณฑลพายัพยกขึ้นไปขับไล่พวกพม่าเมื่อปีกุน พ.ศ. ๒๔๑๘ พวกพม่าจึงทิ้งเมืองเชียงแสนหนีกลับเมืองพม่า

การสงครามในระหว่างไทยกับพม่าในชั้นกรุงเทพฯ มีเรื่องราวเป็นเค้าเงื่อนดังแสดงมา แต่นี้จะอธิบายรายการให้ปรากฏต่อไป

สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยต้นกรุงเทพฯ (ภาพเขียนลายเส้นของชาวยุโรป)

[จากหนังสือ ประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑-รัชกาลที่ ๓ (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๙๔) โดย ม.ร.ว. แสงโสม เกษมศรี และนางวิมล พงศ์พิพัฒน์ คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓]