thai eng

ความเป็นมา

อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเลือกตั้งเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐

จึงทรงมีพระราชปณิธานที่จะดำเนินงานโครงการก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ของมูลนิธิฯให้ลุล่วงไปตามเป้าหมายโดยเร็ว  เพื่อให้อุทยานฯ สามารถอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนชาวสมุทรสงครามและท้องถิ่นใกล้เคียง และเพื่อ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้แพร่ไพศาลยั่งยืนอยู่ตลอดไป โครงการก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กำหนดพื้นที่ก่อสร้าง ณ ตำบลซึ่งเป็นที่พระบรมราชสมภพในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม  ซึ่งพระราชสมุทรเมธี อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยาราม ได้กรุณาอนุญาตให้ใช้ที่ดินของวัดประมาณ ๑๑ ไร่  ทางทิศตะวันตกของบริเวณพระอาราม เพื่อเป็นประโยชน์แก่กิจการของมูลนิธิฯ คณะกรรมการมูลนิธิฯ  จึงดำเนินการจัดสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งวิทยาการศูนย์กลาง ศึกษาศิลปวัฒนธรรมไทย

เมื่อ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเลือกตั้งเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ จึงทรงมีพระราชปณิธานที่จะดำเนินงานโครงการก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ของมูลนิธิฯให้ลุล่วงไปตามเป้าหมายโดยเร็ว  เพื่อให้อุทยานฯ สามารถอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนชาวสมุทรสงครามและท้องถิ่นใกล้เคียง และเพื่อ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้แพร่ไพศาลยั่งยืนอยู่ตลอดไป

โครงการ ก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กำหนดพื้นที่ก่อสร้าง ณ ตำบลซึ่งเป็นที่พระบรมราชสมภพในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม  ซึ่งพระราชสมุทรเมธี อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยาราม ได้กรุณาอนุญาตให้ใช้ที่ดินของวัดประมาณ ๑๑ ไร่  ทางทิศตะวันตกของบริเวณพระอาราม เพื่อเป็นประโยชน์แก่กิจการของมูลนิธิฯ คณะกรรมการมูลนิธิฯ  จึงดำเนินการจัดสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยขึ้นเพื่อ

ให้เป็นแหล่งวิทยาการ ศูนย์กลางศึกษาศิลปวัฒนธรรมไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในท้องถิ่นด้วย ในการนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลอากาศตรี กำธน สินธวานนท์ เป็นผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง โดยร่วมมือกับท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา และกรรมการมูลนิธิฯอื่นๆ เช่น นายธนิต อยู่โพธิ์ นายเดโช สวนานนท์ คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และนายสุรีย์ เหมะพันธ์ สถาปนิกแห่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบริหารงานและทรงหาทุนดำเนินการก่อสร้างอุทยานฯ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นต้นมา การก่อสร้างในส่วนสำคัญ คือ โรงละครกลางแจ้ง อาคารทรงไทยซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์พระพุทธเลิศหล้านภาลัย และห้องสมุด (ซึ่งมอบให้กรมศิลปากร ร่วมดำเนินงานในฐานะหอสมุดแห่งชาติ สาขาสมุทรสงคราม) และสวนพรรณไม้ในวรรณคดี

ต่อ มาหอสมุดถูกเพลิงไหม้เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ สูญเสียอาคารและทรัพย์สินในหอสมุด มูลนิธิฯ ได้นำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชบัญชาให้ก่อสร้างอาคารหลังใหม่แทนและให้ใช้เป็นที่ซ้อมโขนและ เก็บเครื่องดนตรีไทย ดังปรากฎอยู่ในปัจจุบัน

บุคคลที่เป็นกำลังสำคัญในการก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ฯ คือ 

    • พณฯ หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล นายธนิต อยู่โพธิ์
    • พลอากาศตรีกำธน สินธวานนท์ (ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต) 
    • ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค
    • ร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา นายสุรีย์ เหมะพรรณ์

memorial park 000

ได้ เริ่มงานตั้งแต่การถมดินในพื้นที่ประมาณ ๑๑ ไร่ ซึ่งเดิมเป็นสวนผลไม้  ยังมีท้องร่องเป็นคูน้ำหล่อเลี้ยงโดยนายสุรีย์ เหมะพรรณ์ เป็นผู้ควบคุมดำเนินการการออกแบบโรงละครกลางแจ้ง โดย ร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา และการก่อสร้างอาคารทรงไทย ๕ หลัง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฤทัย ใจจงรัก แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารนี้ โดยดำเนินการ ตามศิลปะการก่อสร้างอาคารเรือนไทยโบราณซึ่งใช้ฝาประกน การก่อสร้างอาคารทรงไทย มีมูลค่าประมาณ ๗ ล้านบาท

การก่อสร้างในส่วนสำคัญได้สำเร็จลุล่วง มูลนิธิฯ ได้จัดงานพิธีเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์และหอสมุดพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธาน เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ เปิดให้ประชาชน เข้าใช้บริการและศึกษาหาความรู้ได้ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๒๘ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้รับการพัฒนาปรับปรุงตลอดมาในปัจจุบันแบ่งพื้นที่ออกเป็น ๖ ส่วน

 

 

ส่วนที่หนึ่ง    
memorial park 002
 
ลานจอดรถหน้าอุทยาน ปัจจุบันมี สำนักงานอุทยาน ร้านขายของที่ระลึกและอาศรมศึกษา (ปัจจุบันได้ใช้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ขนมไทย) ซึ่งมูลนิธิฯ ขออนุญาตพระอัมพวันเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยาราม องค์ปัจจุบัน รื้อย้ายเรือนไทยโบราณที่ชำรุดในวัดมาปรับปรุงสร้างขึ้นใหม่ memorial park 003
 
พิพิธภัณฑ์ขนมไทย พิพิธภัณฑ์ขนมไทยในอุทยาน ร.๒  นับเป็นพิพิธภัณฑ์ล่าสุดที่เข้ามาอยู่ในการดูแลของอุทยานฯ โดยใช้พื้นที่ของเรือนไม้โบราณอายุกว่า ๑๐๐ ปี ที่อุทยานได้รับมอบและนำมาปรับปรุงขึ้นใหม่ในพื้นที่อุทยาน โดยมีชื่อเรือนว่า “อาศรมศึกษา” ซึ่งเดิมใช้เป็นสถานที่อ่านหนังสือสำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป และในปัจจุบันได้ใช้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ขนมไทย  โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น ๒ ชั้นเรือน ได้แก่

ชั้นบน  จัดแสดงขนมไทย(จำลอง) ชนิดต่างๆ และอาหารตามบทพระราชนิพนธ์ “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่กล่าวถึงชื่ออาหารคาว ๑๕ ชนิด  อาหารหวาน ๑๕ ชนิด อาทิเช่น (ชื่ออาหาร และขนมที่นำไปแสดง) และขนมประเภทต่างๆกว่า ๑๐๐ ชนิด    นอกจากนี้ยังจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆที่ใช้ในการทำขนม อาทิเช่น กระต่ายขูดมะพร้าวรูปแบบต่างๆ   เช่น เต่า ตะกรวด แมว เป็ด เป็นต้น

ชั้นล่าง  จัดแสดงเรื่องราวของรูปแบบการจัดจำหน่ายขนม เช่น รถพ่วง  รถเข็น  เรือพาย
พิพิธภัณฑ์ขนมไทย
 

ความเป็นมา ขนมไทย 

ทำไมจึงเรียกว่า “ขนม”

คำว่า “ขนม” สันนิษฐานว่ากร่อนเสียงมาจาก “เข้าหนม” ซึ่งคำว่า “เข้า” คือ ข้าว ส่วนคำว่า “หนม” แปลว่า หวาน เมื่อรวมกันจึงหมายความว่า ข้าวหวาน คือ ข้าว (แป้ง) ที่ผสมน้ำตาลหรือน้ำอ้อยจนเกิดรสหวาน

ตำนานขนม

“ขนมต้ม” นับเป็นขนมเก่าแก่ที่สุดที่มีการบันทึกชื่ออยู่ในหนังสือ “ไตรภูมิพระร่วง” วรรณคดีทางพุทธศาสนาซึ่งพญาลิไททรงรวบรวมเรื่องจากคัมภีร์อินเดียโบราณนำมานิพนธ์เรียบเรียงเป็นภาษาไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.1888

วัตถุดิบยุคแรกเริ่ม

ขนมไทยแรกเริ่ม ใช้วัตถุดิบหลักคือ “แป้ง” จากข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียว, “น้ำตาล” จากมะพร้าวหรือตาล และ“มะพร้าว”

ขนมต้มพิสูจน์บุญบารมี

พระยาศรีธรรมาโศกราช ต้องการทำให้เหล่าสนม เห็นว่านางอสันธิมิตตา ที่พระองค์ทรงโปรดนั้น มีบุญเหนือผู้อื่น จึงสั่งทำขนมต้ม 16,001 ลูก แล้วทรงถอดแหวนใส่ไว้ ในขนมลูกหนึ่งจากนั้นจึงให้เหล่าสนม เลือกขนมไปคนละหนึ่งลูก ปรากฏว่าขนมต้มที่นางอสันธิมิตตาได้ไปนั้น เป็นลูกที่มีแหวนอยู่ข้างใน

อยุธยา : AYUTTHAYA

เริ่มต้นขนมไทย

แท่งศิลาจารึก ซึ่งสันนิษฐานว่าอยู่ในกรุงศรีอยุธยามีการจารึกถึงขนม 4 อย่าง ถือเป็นขนมชนิดแรกของไทย คือ “ไข่กบ นกปล่อย บัวลอย อ้ายตื้อ” เป็นขนมที่ทำขึ้นเพื่อเลี้ยงคนงาน หลังจากเสร็จงานในคราวขุดสระ เกิดเป็นประเพณีเลี้ยงขนม เรียกว่า “ประเพณี 4 ถ้วย”

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ขนมไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เมื่อ “ท้าวทองกีบม้า” หรือชื่อเดิมว่า “มารี กีมาร์” สตรีโปรตุเกสเชื้อสายญี่ปุ่น ภรรยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ได้เข้ารับราชการเป็นผู้ทำอาหารประจำห้องเครื่อง โรงครัวหลวง และได้คิดปรับปรุงสูตรขนมหลายอย่าง เพื่อสอนแก่พนักงาน

วัตถุดิบแห่งการเปลี่ยนแปลง

ขนมไทยสูตร “ท้าวทองกีบม้า” นั้น เกิดจากการนำสูตรขนมโปรตุเกสมาดัดแปลงผสมผสาน โดยนำวัตถุดิบสำคัญ 2 อย่างมาใช้ คือ “ไข่” ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของขนมประเภทเครื่องไข่ และ “น้ำตาลทราย” ซึ่งนำมาใช้แทนน้ำตาลโตนด เพราะละลายเร็วกว่า

รัตนโกสินทร์ : RATTANAKOSIN

ขนมหลากหลาย กลายเป็น “สำรับ”

ยุคต้นรัตนโกสินทร์ ขนมไทยมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น จนมีการจัดรวมเป็น “สำรับหวาน” แยกไว้คู่กับ “สำรับคาว” โดยปรากฏรายชื่อขนม 10 ชนิด ที่ใช้ในสำรับหวานถวายพระ เมื่อคราวฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมัยรัชกาลที่ 1 ในจดหมายเหตุความทรงจำ ของกรมหลวงนรินทรเทวี

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน

สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงนิพนธ์ “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” บรรยายถึงรสชาติ และลักษณะอาหารคาว 15 ชนิด, ขนมหวาน 15 ชนิด เป็นงานชิ้นสำคัญ ที่ช่วยสืบทอดความรู้ด้านอาหาร และขนมไทย

ตำราขนมเล่มแรก

สมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์ตำราอาหารเล่มแรกของไทย เขียนโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ใช้ชื่อว่า “ตำราแม่ครัวหัวป่าก์” มีทั้งสูตรอาหารคาว และสูตรขนมหวานรวมหลายร้อยชนิด ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2451

แปลงฝรั่งมาเป็นไทย

ตลอดเส้นทางอันยาวนาน มี “ขนมไทย” จำนวนไม่น้อยที่เกิดจากการ “เปิดรับ” นำสูตรขนมชาติอื่นมาผสมผสานดัดแปลงเข้ากับวัตถุดิบ และภูมิปัญญาเฉพาะตัวของไทยจนเกิดเป็น ขนมชนิดใหม่ๆมากมาย มาจนถึงทุกวันนี้

ร้านขนมหม้อดิน

ขายขนมประเภทบวด, ประเภทแป้งต้มกับกะทิ, ประเภทเปียก และประเภทต้มน้ำตาล ส่วนมากจะรับประทานขณะร้อน จึงใส่ภาชนะหม้อดินเพื่อเก็บรักษาความร้อน มักเพิ่มความหอมด้วยใบเตย และราดหัวกะทิก่อนรับประทาน

ประเภทบวด: ใช้ผลไม้, เผือก, มัน, ถั่ว หรือ ฟักทอง ต้มกับกะทิและน้ำตาล เช่น กล้วยบวดชี, ฟักทองแกงบวด, มันบวด, เผือกบวด และข้าวเหนียวถั่วดำ

ประเภทแป้งต้มกะทิ : วิธีการทำคล้ายกับขนมประเภทบวด แต่ใช้แป้งต้มกับกะทิและน้ำตาลแทน เช่น ปากริมไข่เต่า, ครองแครงน้ำกะทิ, บัวลอย

ประเภทเปียก : วิธีการ “เปียก” คือการกวนให้สุก โดยใช้วัตถุดิบประเภทข้าว, สาคู หรือแป้ง เช่น ข้าวเหนียวถั่วดำ, สาคูเปียกเผือกมะพร้าวอ่อน, ข้าวเหนียวเปียกลำไย, เต้าส่วน หรือถั่วเปียก

ประเภทต้มน้ำตาล : ใช้ถั่วแดง, ถั่วเขียว หรือมันเทศ ต้มกับน้ำตาลทรายแดง เช่น มันต้มขิง, ถั่วเขียวต้มน้ำตาล

ร้านขนมน้ำแข็งไส

น้ำแข็งก้อนแรกเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่เครื่องทำน้ำแข็งและโรงงานน้ำแข็ง มีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 จากนั้นน้ำแข็งก็แพร่หลาย ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว มีการนำขนมน้ำกะทิหลายอย่างมาใส่น้ำแข็งรับประทานและเกิด “ขนมน้ำแข็งไส” ทั้งประเภทรับประทานกับน้ำเชื่อม และน้ำเชื่อมกะทิ

ประเภทน้ำเชื่อม : เลือกรับประทานแยกชนิด หรือปนกันหลายชนิดก็ได้ โดยใส่น้ำเชื่อม และน้ำแข็งไสเต็มถ้วย เช่น เฉาก๊วย, ลูกชิด, เม็ดแมงลัก, เม็ดบัว, ข้าวต้มน้ำวุ้น, ลูกพลับแห้ง, สาคู, ลูกตาลลอยแก้ว, กระท้อนลอยแก้ว

ประเภทน้ำเชื่อมกะทิ : รับประทานโดยราดน้ำเชื่อมกะทิ และใส่น้ำแข็งไสเต็มถ้วย เช่น ลอดช่อง, แตงไทย, เผือก, ซ่าหริ่ม, ทับทิมกรอบ, ข้าวเหนียวดำ, มะพร้าวกะทิ และรวมมิตร

ร้านขนมโหล

ส่วนมากจะขายขนมประเภททอด, ประเภทฉาบ, ประเภทผิงหรืออบกรอบ และประเภทปิ้ง นอกจากนี้ยังมี ขนมประเภทกวน หรือเชื่อมแห้ง ซึ่งเมื่อทำเสร็จแล้วทิ้งไว้ให้เย็น จึงนำมาใส่ขวดโหล สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน

ทอด : ใช้วัตถุดิบประเภทแป้ง, ข้าว หรือถั่ว นำมาทอดจนเหลืองกรอบ เช่น ขนมกง, ขนมสามเกลอ, บางชนิดทอดแล้วนำไปคลุกกับน้ำตาลเคี่ยว เช่น กรอบเค็ม, ครองแครงกรอบ

ฉาบ : ใช้กล้วย, เผือก, มันเทศ, หรือมันฝรั่ง ทอดจนกรอบ แล้วนำมาฉาบ หรือเคล้าเร็วๆ ในน้ำเชื่อมที่ตั้งไฟจนเดือดแล้วทิ้งไว้ให้เย็น เช่น กล้วยฉาบ, มันฉาบ, เผือกฉาบ, มันรังนก

ผิง, อบกรอบ : ทำด้วยการอังไฟ หรืออบให้สุก จนขนมมีลักษณะกรอบร่วน ไม่แฉะ เช่น ขนมผิง, กลีบลำดวน, หน้านวล, หม้อตาล, และโสมนัส

กวน :  ใช้แป้ง น้ำตาล กะทิ หรือไข่ กวนเข้าด้วยกันแล้วตากจนแห้ง เช่น อาลัว, จ่ามงกุฎ รวมทั้งผลไม้สุกกวนกับกะทิและน้ำตาลจนแห้ง เช่น กล้วยกวน

เชื่อมแห้ง : คือขนมประเภทเชื่อม แต่ทิ้งไว้ให้แห้ง จนผิวด้านนอกกรอบ แต่ฉ่ำน้ำเชื่อมจากเนื้อข้างใน เช่น มะพร้าวแห้ง, ฝอยทองกรอบ

ปิ้ง : ทำโดยปิ้งแป้งไว้เหนือไฟ ด้วยพิมพ์ หรือตะแกรง โดยใช้ไฟอ่อนๆ แล้วพลิกกลับไปมาจนขนมสุก เช่น ทองม้วน, ทองพับ

หลากร้าน หลายประเภท

ขนมไทยมีอยู่มากมายหลายร้อยชนิด ทั้งที่เป็นของไทยมาแต่ดั่งเดิม และที่รับเอาของชาติอื่นมาปรับเปลี่ยน จนกลายเป็นขนมไทยในที่สุด ร้านขายขนมเริ่มเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เกิดแหล่งค้าขายขนมชื่อว่า“ย่านป่าหนม”เป็นทั้งสถานที่ทำและขายขนมนานาชนิด ตามปกติร้านขนมไทยส่วนใหญ่ จะขายขนมที่มีวิธีการทำอยู่ในประเภทเดียวกัน

ร้านขนมถาด

ขนมยอดนิยมที่ขายในร้าน คือขนมประเภทเครื่องไข่ รวมทั้งขนมประเภทนึ่ง และประเภทอบชนิดเนื้อเนื้อนิ่ม ซึ่งจะใช้ถาดเป็นภาชนะหรือเป็นแม่พิมพ์ในการทำ นอกจากนั้นยังมีขนมประเภทกวนเปียก, ประเภทต้ม และประเภทเชื่อม

เครื่องไข่ : เป็นขนมที่ใช้ไข่เป็นส่วนผสมหลัก ได้รับอิทธิพลจากขนมโปรตุเกสในสมัยอยุธยา ผสมผสานโดยเท้าทองกีบม้า โดยนำไข่ไปเชื่อมด้วยกรรมวิธีและรูปแบบต่างๆ กันไป เช่น ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, เม็ดขนุน

นึ่ง : เป็นขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่ง โดยบรรจุใบตอง ถ้วยตะไล พิมพ์ หรือถาด แล้วนำไปนึ่งในลังถึง เช่น ขนมชั้น, ขนมกล้วย, ขนมขี้หนู, ขนมตาล, ขนมน้ำดอกไม้, สังขยาฟักทอง, ขนมดอกอัญชัน

อบ : ทำขนมให้สุกด้วยวิธีการอังไฟ มีทั้งไฟบน และไฟล่าง โดยให้เนื้อขนมกรอบเฉพาะด้านหน้า แต่เนื้อภายในยังคงนุ่ม เช่น ขนมบ้าบิ่น ขนมหม้อแกง

กวนเปียก : ทำจากส่วนผสม เช่น แป้ง, กะทิ, น้ำตาล หรือมะพร้าว นำมากวนเข้าด้วยกัน จนมีเนื้อเปียกแต่ไม่เหลว เช่น เปียกปูน, ลืมกลืน, ตะโก้, ข้าวตูไส้ของเกสรลำเจียก

ต้ม : นำเนื้อขนมที่ทำจากแป้ง ไปต้มจนสุกแล้วนำมาคลุกหรือโรยด้วยมะพร้าว เช่น ขนมต้ม, ถั่วแปบ

เชื่อม : ทำจากผลไม้ มัน หรือเผือก ต้มในน้ำเชื่อม จนผลนุ่มและขึ้นเงาเป็นประกาย เช่น กล้วยไข่เชื่อม, มันเชื่อม, เผือกเชื่อม เป็นหนึ่งในวิธีถนอมอาหาร

ข้าวเหนียวหน้าต่างๆ : ใช้ข้าวเหนียวมูน (ข้าวเหนียวที่นึ่งร้อนๆ กวนกับน้ำกะทิ) นำมาโรยหน้าด้วยเครื่องหลากชนิด เรียกชื่อตามเครื่องที่โรยหน้า เช่น ข้าวเหนียวหน้าสังขยา, ข้าวเหนียวหน้ากุ้ง และข้าวเหนียวหน้าปลาแห้ง

เอกลักษณ์ขนมไทย

ขนมไทยมีเอกลักษณ์ต่างจากขนมชาติอื่น ด้วยรสชาติที่มีทั้งความหวาน, หอมและมัน รวมกันอยู่อย่างกลมกล่อม การใช้ “วัตถุดิบ” ที่มาจากพืชพรรณประจำท้องถิ่น การใช้ “สี” และ “กลิ่น”ที่ได้มาจากธรรมชาติ การใช้ “อุปกรณ์”เครื่องมือจากภูมิปัญญาไทย รวมทั้ง “ความประณีต” ในทุกขั้นตอนการทำเพื่อให้ได้ขนมที่มีรูปลักษณ์งดงาม ไปจนถึง “การห่อบรรจุ”ที่เป็นรูปแบบเฉพาะ

 วัตถุดิบ

วัตถุดิบหลักในขนมไทย ล้วนมาจากพืชพรรณประจำท้องถิ่น ทั้งข้าว, ถั่ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มะพร้าว” ซึ่งช่วยให้รสมัน อันเป็นเอกลักษณ์ของขนมไทย

ข้าวเหนียว : เป็นวัตถุดิบในขนมไทยหลายชนิด มีทั้งข้าวเหนียวข้าว และข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวดำจะมีความเหนียวน้อยกว่า

ข้าวเหนียวเขี้ยวงู : นิยมใช้เพราะเมล็ดสวย สีขาวสะอาด และมีกลิ่นหอม

แป้งข้าวเจ้า : ให้ขนมคงรูป ไม่เหนียว และให้สีขาวขุ่น เช่นขนมกล้วย

แป้งข้าวเหนียว: ให้ขนมมีความเหนียว และเกาะตัว เช่น ขนมเทียน

แป้งมันสำปะหลัง: ให้ขนมเนียนนุ่ม และเหนียวใส เช่นทับทิมกรอบ

แป้งท้าวยายม่อม : ให้ขนมเหนียวนุ่ม เป็นมันวาว เช่นขนม น้ำดอกไม้

น้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว : ใช้ในขนมไทยยุคแรกรสหวานนุ่มนวล มีกลิ่นหอม ให้เนื้อขนมมีสีน้ำตาลอ่อน และมักใช้ในการทำน้ำเชื่อมกะทิ

น้ำตาลทราย : เป็นน้ำตาลจากอ้อย เริ่มใช้ภายหลัง ตามแบบตะวันตก ให้ความหวาน แต่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ให้ขนมมีสีขาวใส

มะพร้าวแก่ : ใช้ทำน้ำกะทิ โดยนำไปขูดเป็นเส้นฝอย แล้วคั้นเอาแต่น้ำ

มะพร้าวอ่อน : นำเนื้อผสมลงในเนื้อขนม เช่น สาคูเปียกมะพร้าวอ่อน

มะพร้าวทึนทึก: เป็นมะพร้าวที่ไม่อ่อนไม่แก่ มักนำเนื้อมาขูดเป็นฝอย เพื่อใช้โรยหน้าหรือนำไปกวนทำไส้ขนม

ไข่เป็ด :นิยมใช้ในขนมที่ต้องการสีสัน เพราะไข่แดงของไข่เป็ดจะให้สีที่สดกว่าไข่ไก่ และยังมีเนื้อสัมผัสที่เหนียวข้นกว่า ช่วยทำให้ขนมอยู่ตัวดี

ไข่ไก่ : ให้เนื้อสัมผัสนุ่มนวล สีอ่อนกว่าไข่เป็ด กลิ่นคาวน้อยและราคาถูกกว่า

ถั่วและงา : ใช้เป็นทั้งวัตถุดิบหลักในเนื้อขนม และยังใช้โรยเพื่อประดับแต่งหน้าขนม ช่วยเพิ่มรสหอมมันยิ่งขึ้น

ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต

วิถีชีวิตคนไทย ผูกพันกับงานบุญประเพณีต่างๆ มาช้านาน ในทุกงานผู้คนจะช่วยกันทำอาหารคาวหวานมาร่วมแบ่งปัน เป็น“วัฒนธรรมแห่งความเกื้อกูล” ของสังคมไทย ขนมแต่ละงานก็จะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล และความเหมาะสม โดยมักจะเลือกขนม ที่มีความหมายเป็นมงคล ทั้งจากชื่อ และลักษณะรูปร่าง

ขนม สื่อความหมายมงคล

ในเทศกาล และโอกาสสำคัญต่างๆ คนไทยนิยมมอบขนมให้แก่กัน โดยสื่อคำอวยพรผ่าน “ชื่อ” ของขนม รวมทั้งสื่อความหมายตาม “ลักษณะ”ของขนมเปรียบเสมือนได้เลือกสรรความเป็นมงคลให้แก่ผู้รับ

ขนมไทยของวันนี้

สภาพสังคมที่เร่งรีบในปัจจุบัน ทำให้ขนมไทยหลายชนิด ที่มีวิธีการทำซับซ้อนใช้เวลานาน ไม่เป็นที่นิยมทำเหมือนในอดีต ขนมไทยหลายชนิดมีการดัดแปลงให้ทำง่ายขึ้น และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการผลิต การเปิดรับ “ผสมผสาน” กับขนมชาติอื่นที่ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทั้งยังมีการ “เพิ่มคุณค่า” ด้านโภชนาการ และปรับเปลี่ยน “บรรจุภัณฑ์” ให้เหมาะกับยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา

เพิ่มคุณค่า : VALUE ADDED

วิถีชีวิตปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยมลภาวะและโรคภัยต่างๆ ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจ ดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ขนมไทยหลายชนิด จึงลดปริมาณน้ำตาลให้น้อยลง และเพิ่มส่วนผสม ที่มีคุณค่าทางโภชนาการอื่นๆ ลงไป เช่น งา พริกไทยดำ ชาเขียว และสมุนไพรต่างๆ

ผสมผสาน : MIXING AND BLENDING

การผสมผสานระหว่างขนมไทย และขนมต่างชาตินั้น มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ในยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งผู้คนคุ้นเคยกับสูตรอาหารจากทั่วโลก การดัดแปลง ผสมผสานต่างๆ จึงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ทั้งในด้านวัตถุดิบ กรรมวิธี ไปจนถึงรูปลักษณ์ภายนอก ทำให้ขนมไทยมีความหลากหลายขึ้น โดยยังคงเอกลักษณ์ในด้านรสชาติ ที่หอมหวานกลมกล่อมแบบไทยๆ อยู่เสมอ

ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ : IMPROVING THE PACKAGING

ด้วยข้อจำกัดของธรรมชาติ และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป จึงทำให้บรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิม ที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ลดปริมาณลง ในปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ จึงถูกทดแทนด้วยการใช้เทคโนโลยี และวัสดุสมัยใหม่ เพื่อสะดวกต่อการเก็บรักษา และยืดอายุขนมได้นานยิ่งขึ้น รวมทั้งเน้นการออกแบบที่สวยงาม เพื่อเพิ่มมูลค่าในการขายอีกด้วย

 
ส่วนที่สอง    
โรงละครกลางแจ้ง

โรงละครกลางแจ้ง
โรงละครกลางแจ้ง มีเนินลดหลั่นสำหรับชมการแสดง และปลูกพันธุ์ไม้ต่างๆ เป็นที่นั่งพักผ่อนได้ ซึ่งวัตถุประสงค์ในการสร้างบริเวณนี้เพื่อจัดให้เป็นลานแสดง โขน ละคร ดนตรี ตามบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นอกจากนี้ยังใช้ในการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นในโอกาสต่างๆ โรงละครกลางแจ้ง

โรงละครกลางแจ้ง
 
ส่วนที่สาม    
memorial park 006
 
๓.๑ เรือนไทยหมู่ ๕ หลัง จัดเป็นพิพิธภัณฑ์วิถีไทยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ๔ หลัง และพิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวา อีก ๑ หลัง
 
memorial park 007
พิพิธภัณฑ์วิถีไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑ์วิถีไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑ์วิถีไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑ์วิถีไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑ์วิถีไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์(เรือนไทยหมู่ 5 หลัง)

เรือนไทยหมู่  ๕  หลัง  จัดเป็นพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์  ๔ หลัง  โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น  ดังนี้

๓.๑.๑  เรือนชาย  เป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของเด็กผู้ชายไทยในอดีต  เมื่อเด็กจำเริญวัยสมควรแก่การศึกษาเล่าเรียนจะถูกส่งไปศึกษากับพระสงฆ์ตามวัด  วิชาที่พระสงฆ์สอนอาจเป็นวิชาช่างศิลปะ  วิชาหนังสือธรรมะ  เพื่อว่าเมื่อเด็กเจริญเติบโตจะได้รับราชการเป็นขุนนาง  เด็กชายเมื่อจะไปเรียนนั้น  ก็จะนำกระดานชนวนและดินสอที่ทำจากหินไปด้วย  เพื่อใช้หัดอ่านเขียน  นอกจากนี้ยังจัดแสดงเกี่ยวกับการละเล่นสมัยโบราณ “หมากสกา”  เครื่องดนตรีไทย

๓.๑.๒  เรือนกลาง  (เรือนประธาน)  ภายในห้องแบ่งการจัดแสดงออกเป็นห้องต่างๆ  อาทิ  ห้องพระ  ห้องนอน  ห้องนวดประคบ  และห้องแต่งตัว  ซึ่งในห้องแต่งตัวจะจัดจำลองให้เห็นถึงวิถีชีวิตของหญิงไทยในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่รู้จักการแต่งกายให้มีความงามตามลักษณะกุลสตรีไทย  รู้จักดัดแปลงสิ่งที่ได้จากธรรมชาติมาปรุงเป็นเครื่องสำองค์ใช้ประทินผิว  เช่น  การปรุงเครื่องร่ำน้ำหอมนำมาประพรม  ลูบไล้ผิวกายให้มีกลิ่นหอม หรือใช้แป้งร่ำ  แป้งพวง  ผัดผิวให้จับนวล  เป็นต้น  

นอกจากนี้  ยังจัดแสดงศิลปวัตถุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ในยุครัชกาลที่  2 อย่างเช่น เครื่องถ้วยเบญจรงค์อีกด้วย 

สำหรับภายนอกห้องจัดแสดงเกี่ยวกับสำรับกับข้าวคาวหวาน  ตามบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  รัชกาลที่  ๒

- เครื่องคาว  เช่น  มัสมั่นเนื้อ  แกงเทโพ  ก้อยกุ้ง  พล่าเนื้อสด  หลน  ล่าเตียง  ฯลฯ

- เครื่องหวาน  เช่น  ลูกตาลเชื่อม  ลูกชิดลอยแก้ว  ข้าวเหนียวมะม่วง  ฯลฯ 

๓.๑.๓  เรือนหญิง  เป็นการจัดแสดงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของเด็กหญิงในอดีตที่จะศึกษาเล่าเรียนวิชาการบ้านการเรือนและวิชาช่างฝีมืออยู่กับบ้าน  เพื่อที่จะเตรียมตัวเป็นแม่ศรีเรือนที่ดีในอนาคต  เช่น  สอนวิชาการร้อยมาลัย  การทำบายศรี  และจัดแสดงเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก  การกล่อมลูกตามแบบโบราณ
พิพิธภัณฑ์วิถีไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑ์วิถีไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑ์วิถีไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวา

พิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวา

พิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวา

พิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวา

เดิมเรือนกลางน้ำนี้ จัดเป็นหอสมุดพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตั้งอยู่กลางน้ำตามลักษณะหอไตร เพื่อกันปลวกมดทำลายหนังสือ ซึ่งเป็นหอสมุดแบบฉบับของไทยสมัยโบราณ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้หอสมุด จึงได้ก่อสร้างอาคารหลังใหม่แทนและให้ใช้เป็นที่ซ้อมโขนและ เก็บเครื่องดนตรีไทย ต่อมาจึงจัดเป็นพิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวาตามลำดับ

ภายในพิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวา  แบ่งออกเป็น  ๗  เรื่อง  ได้แก่

๓.๒.๑  วิถีชีวิต   อัมพวายังคงเอกลักษณ์ของวิถีชีวิตแบบชุมชนริมน้ำที่มีความเจริญด้านเกษตรกรรม  การค้า  และการประมงพื้นบ้านตลอดจนหัตถกรรม  เช่น  เบญจรงค์  หัตถกรรมจากมะพร้าว  เป็นต้น  ผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนอัมพวา  ได้แก่  ส้มแก้ว  มะพร้าว  ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมลำเจียก  ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่  เป็นต้น  การประมงพื้นบ้าน  เช่น  การตกกุ้ง  การจับปลาโดยใช้โพงพางเป็นวิถีของคนแม่กลองโดยเฉพาะบริเวณปากคลองสายต่างๆ  ซึ่งเป็นแหล่งที่มีปลาและสัตว์น้ำชุกชุมเนื่องจากอุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ  นอกจากนี้ยังมีการใช้เรือประเภทต่างๆ  ได้แก่  เรือผีหลอก  เรือสำปั้น  เรือป๊าบ  หรือเรืออีป๊าบ  เรือมาด  เรือบด  และเรือกระแซง  เป็นต้น 

๓.๒.๒  วัด   เป็นเหมือนศูนย์กลางของชุมชน  อัมพวาเป็นชุมชนดั้งเดิมริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง  จึงมีวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมน้ำมากมาย  ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมดังปรากฏอยู่ในวัดต่างๆ  อาทิ  วัดอัมพวันเจติยาราม  วัดบางกะพ้อม  วัดพระยาญาติ  วัดบางแคใหญ่  วัดปากน้ำ  วัดท้องคุ้ง  วัดภุมรินทร์กุฎีทอง  เป็นต้น

๓.๒.๓  บ้าน  สถาปัตยกรรมเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตชาวน้ำ  บ้านไม้จำนวนมากอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี  หันหน้าเข้าหาคลอง  ยกใต้ถุนสูง  มีศาลาท่าน้ำและบันไดริมน้ำ  บ้านเรือนในอัมพวามีหลายรูปแบบ คือ  เรือนไทย  เรือนแถวไม้ริมน้ำ  เรือนแพ  และเรือนพื้นถิ่น  ความพยายามในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมบริเวณสองฝั่งคลอง  ทำให้ชุมชนอัมพวาได้รับรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโกใน พ.ศ. ๒๕๕๑ อีกด้วย

๓.๒.๔  ชุมชนริมน้ำ  เอกลักษณ์ของอัมพวา  คือ  วิถีชีวิตและความเป็นชุมชนริมน้ำของกลุ่มชาติพันธุ์และความเชื่อที่หลากหลาย  ทั้งชาวไทยพุทธ  ชาวไทยจีน  ชาวไทยเชื้อสายมอญ  และชาวไทยมุสลิม ก่อให้เกิดชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  ชุมชนริมน้ำในจังหวัดสมุทรสงคราม  ได้แก่  ชุมชนริมคลองอัมพวา  ชุมชนแม่กลอง  ชุมชนคลองบางน้อย  ชุมชนท่าคา  ชุมชนบางนกแขวก  ชุมชนยี่สาร  เป็นต้น

๓.๒.๕  การดนตรี  อัมพวามีศิลปินที่เกิดในจังหวัดสมุทรสงครามหลายท่าน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทางด้านการดนตรี  เช่น หลวงประดิษฐ์ไพเราะเป็นมือระนาดเอกที่มีชื่อเสียง  ครูเอื้อ  สุนทรสนานมีความสามารถการร้อง  การแต่งเพลงไทยสากล  และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกใน  พ.ศ. 2552  ให้เป็นบุคคลดีเด่นด้านวัฒนธรรม  ดนตรีไทยสากล  ทูล  ทองใจ  นักร้องเพลงลูกทุ่งชาวอัมพวา  เจ้าของฉายา  ”เทพบุตรเสียงกังสดาล”  เป็นต้น

๓.๒.๖  อาหารและขนมอัมพวามีพืชพรรณธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์และด้วยความหลากหลาย  ทางวัฒนธรรมของผู้คนในอัมพวา  จึงทำให้ชาวอัมพวาสามารถทำอาหารคาวหวานมีรสชาติอร่อย  ได้แก่ ปลาทูแม่กลอง  กุ้งแม่น้ำ  กะปิคลองโคน  กาแฟโบราณ  ขนมเปี๊ยะ  นอกจากนี้ชาวอัมพวายังมีการถนอมอาหารด้วยกรรมวิธีที่สืบทอดกันมา  เช่น  มะนาวดอง  ผักกาดดอง  หอยดอง  ไข่เค็ม  และผลไม้ดองต่างๆ

๓.๒.๗  วัฒนธรรมประเพณีอัมพวา  ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมอันงดงาม  มีกิจกรรมประเพณีต่างๆในรอบปีที่สำคัญ  เช่น 

- มกราคม  งานปีใหม่  งานสุนทราภรณ์คืนถิ่น  งานไหว้เจ้าพ่อกวนอู 

- กุมภาพันธ์  งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

- มีนาคม  งานแห่หลวงพ่อเขาตะเครา  งานก่อพระเจดีย์ทรายและปิดทองหลวงพ่อดำ

- เมษายน  เทศกาลสงกรานต์ 

- มิถุนายน  ไหว้ศาลปู่ย่าลานนาคะวรังค์  และงานไหว้เจ้าพ่อกวนอู

- สิงหาคม  ใส่บาตรทางน้ำวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

- กันยายน  ใส่บาตรขนมครก  งานฉลองโบสถ์อาสนวิหารแม่พระบังเกิด

- ตุลาคม  เทศกาลกินเจ  ใส่บาตรเทโว

- พฤศจิกายน  ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลอง

- ธันวาคม  ใส่บาตรทางน้ำวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  งานไหว้พ่อปู่เขายี่สาร


พิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวา

พิพิธภัณฑ์มรดกทางวัฒนธรรมอัมพวา
  ๓.๒ ร้านสำรับกลางสวน ร้านอาหารของมูลนิธิฯ จำหน่ายอาหารคาว-หวาน อยู่ใกล้บริเวณทางเข้อุทยานฯ ประตู2 ฝั่งวัดอัมพวันเจติยาราม  
  ๓.๓ อาคารทรงไทยหมู่ ๙ หลัง ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และจัดแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระอัจฉริยะภาพในทางศิลปกรรม  วรรณศิลป์ และดนตรีไทย ซึ่งอาคารหลังนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารในวันเสาร์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙  
ส่วนที่สี่    
memorial park 008
 
สวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดีนานาชนิด สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาและอนุรักษ์พันธุ์ไม้ ภายในสวนมีพระที่นั่งสนามจันทร์จำลอง และประติมากรรม จากบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย memorial park 009
สวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดี

สวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดี

สวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดี
ส่วนที่ห้า    
memorial park 004
 
พื้นที่ติดแม่น้ำแม่กลอง มีศาลาอเนกประสงค์สำหรับจัดกิจกรรม มีประติมากรรมชุด ฤาษีถวายลิง และมีเรือประพาสอุทยานซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมอบให้มูลนิธิฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ เคยใช้รับรองพระราชอาคันตุกะ และบุคคลสำคัญจากหลากหลายประเทศ และบริษัทอู่รัตนสุรีย์เป็นผู้บูรณะตกแต่งให้โดยไม่คิดมูลค่า ในปัจจุบันไม่ได้เปิดให้ประชาชนขึ้นชม นอกจากนี้ยังมีซุ้มจำหน่ายเครื่องดื่ม

ประวัติเรือประพาสอุทยาน

ความเป็นมา

พระยาอุดมพงเพ็ญสวัสดิ์  ได้ว่าจ้างอู่ต่อเรือในคลองบางหลวงต่อเรือยนต์โดยสารขึ้น  เพื่อเป็นเรือพักผ่อนสำหรับล่องในลำน้ำ  ใน พ.ศ. 2470  ตัวเรือทำด้วยไม้สัก  ติดตั้งเครื่องยนต์   บี เอ็ม  ดับเบิ้ลยู ขนาด 45 แรงม้า  ควบคุมการต่อเรือโดยนายช่างจากกรมอู่ทหาร   และตั้งชื่อเรือลำนี้ว่า  “เพ็ญ ”

พ.ศ. 2477  หลวงวิจิตรวาทการ  อธิบดีกรมศิลปากร   ได้ซื้อเรือ  “เพ็ญ ”  ไว้ใช้ในราชการ เป็นเงิน  3,500 บาท  โดยใช้เป็นเรือตรวจราชการและการฝึกซ้อมละคร และจดทะเบียนกรรมสิทธิ์การใช้เรือ  ในครั้งแรก  เมื่อวันที่ 2  พฤษภาคม  2547  โดยเปลี่ยนชื่อเรือเป็น “ศิลปากร”หมายเลขทะเบียนเรือ ย.002150

พ.ศ. 2483  กระทรวงศึกษาธิการ  ได้สร้างที่จอดเรือและโรงเรือเป็นการถาวร  ที่ปากคลองตลาดด้านเหนือ  หลังโรงเรียนราชินีล่าง  เป็นเงิน 3,800  บาท

พ.ศ. 2485  เปลี่ยนหมายเลขทะเบียนเรือเป็น ก.ท. 0760 และหมายเลขนี้  ได้ใช้มาจนถึงในปัจจุบันนี้  ส่วนชื่อเรือได้เปลี่ยนเป็น “สึกสา  3”ต่อมาใน พ.ศ. 2501 เปลี่ยนชื่อเป็น “ศึกษา 3”โดยใช้หมายเลขทะเบียนเดิม

พ.ศ. 2502  ธนาคารแห่งประเทศไทย  ผู้ขอใช้เรือเพื่อการรับรองผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศปีละหลายครั้ง  เห็นว่าเครื่องยนต์เดิมให้ความเร็วต่ำมาก จึงได้จัดซื้อเครื่องยนต์ ไครสเลอร์ ขนาด 6 สูบ 120  แรงม้า มาติดตั้งแทนและใช้มาจนถึงปัจจุบัน

จากการใช้เรือมาเป็นเวลายาวนาน  สภาพตัวเรือ เครื่องจักรและส่วนประกอบ ทรุดโทรมจนไม่ปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร  จึงได้งดใช้เรือ เมื่อวันที่ 11  กันยายน 2527

ในปลายปี พ.ศ. 2528  กระทรวงศึกษาธิการ  ได้มอบเรือให้แก่มูลนิธิฯ ร.2  บริษัท อู่รัตนสุรีย์ จำกัด  ได้ซ่อมทำโดยไม่คิดมูลค่า เสร็จเรียบร้อย เมื่อเดือน  มกราคม 2530

วันที่ 24 กุมภาพันธ์  2530 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี  ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเจิมเรือและประทับในเรือไปตามลำน้ำแม่กลอง  และได้พระราชทานชื่อเรือว่า “ประพาสอุทยาน” 

วันที่ 17 กันยายน 2531  เรือประพาสอุทยาน เข้าประกวดแข่งขันประเภท เรือบุปผชาติ ในงานแข่งเรือยาวนานาชาติ ที่สะพานพระราม 9

เกียรติประวัติ         เรือประพาสอุทยาน เป็นเรือที่มีอายุรับใช้งานมาเป็นเวลานานก่อสร้างด้วยไม้สักทั้งลำ ออกแบบสวยงาม  และก่อสร้างถูกต้องตามหลักวิชาการต่อเรือ ได้มีโอกาสใช้เป็นเรือรับรองแก่บุคคลระดับสูงของประเทศ  และผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศในระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย ปีละหลายครั้ง นอกจากนั้นยังใช้เป็นเรือรับรอง  กระทรวงการต่างประเทศ  และสถานทูตต่างๆ อยู่เสมอมา  ซึ่งเรือลำนี้ได้ใช้เป็นพระราชพาหนะและพาหนะรับรองพระราชอาคันตุกะ และบุคคลสำคัญของประเทศต่าง ๆ มาแล้ว  คือ

1.   สมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร
2.  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
3.  ประธานาธิบดีซูกาโน  แห่งอินโดนีเซีย
4.  นายเอียง ซารี  แห่งกัมพูชาประชาธิปไตย
5.  นายลินคอน บี จอห์นสัน  รองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา
6.  นายโรเบิร์ต  แม็คนามารา  ประธานธนาคารโลก
7.  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี

ลักษณะทั่วไปของเรือ         

เป็นเรือไม้ 2 ชั้น สำหรับท่องเที่ยวในลำน้ำ หัวแหลมท้ายตัด 
- ชั้นล่าง  ประกอบด้วย ห้องนอน ห้องน้ำ 2 ห้อง  ห้องโถง ห้องเครื่องยนต์ ห้องพัสดุ  2 ห้อง และห้องครัว มีบันไดขึ้น-ลง  ดาดฟ้าชั้นบน 3 ทาง คือ บันไดกลาง บันไดหัว  และท้ายเรือ  
- ชั้นบน   ประกอบด้วย  ส่วนถือท้าย ห้องโถง สำหรับผู้โดยสารห้องพักผ่อนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาด 

ยาว                          19.61       เมตร
กว้าง                         4.35       เมตร
ลึก                            1.07       เมตร
กินน้ำลึก                  1.25        เมตร
สูงจากระดับน้ำ         4.50        เมตร
น้ำหนักเรือ              30.00       ตัน

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ขับเคลื่อนแบบสำหรับเรือใช้น้ำมันเบนซิน  ขนาด 6 สูบ 120  แรงม้า  เมื่อหมุน 3,600  รอบต่อนาที  ตราอักษร  ไครสเลอร์  เครื่องกำเนิดไฟฟ้า  220 โวลต์  2 กิโลวัตต์  ตราอักษร ฮอนด้า

สมรรถนะ 

ความเร็วสูงสุด       20            กิโลเมตร/ชั่วโมง
ความเร็วประหยัด  15            กิโลเมตร/ชั่วโมง
บรรทุกผู้โดยสาร
  - ชั้นบน      35            คน
  - ชั้นล่าง     45            คน
  - รวม         80             คน
คนประจำเรือ          4              คน
ความหมดเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง          35           ลิตร/ชั่วโมง
ถังน้ำมันเชื้อเพลิง 3 ถัง        รวม       600           ลิตร
ถังน้ำจืด                                           1.2           ตัน

คนประจำเรือ        

1.   เรือโท  ประสาท               เขียวกระเสม
2.  เรือตรี  จิรศักดิ์                   อ่วยกลาง
3.  พันจ่าเอก  ศรีนคร             สารขวัญ
4.  พันจ่าเอก คงศักดิ์              สระสรม


เรือประพาสอุทยาน
ส่วนที่หก    
memorial park 010
 
พื้นที่สวนเกษตร ดำเนินการจัดสวนและทำสวนเกษตรตามแนวพระราชดำริ memorial park 013