thai eng

สงครามครั้งที่ ๒

คราวรบพม่าที่ท่าดินแดง ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๒๙

เหตุที่เกิดสงครามคราวรบพม่าที่ท่าดินแดง เนื่องมาแต่สงคราม ครั้งที่ ๑ ซึ่งพม่ายกมา ๕ ทาง เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ พม่าเสียทีไทยกลับไปหมดทุกทาง พระเจ้าปดุงมีความอัปยศอดสูด้วยทำสงครามไม่เคยแพ้ใคร พึ่งมาแพ้ไทยเป็นทีแรก เกรงคนทั้งหลายจะดูหมิ่นจึงพยายามจะมาตีเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง พอพระเจ้าปดุงกลับไปก็ให้เตรียมทัพในต้นปีมะเมีย พ.ศ.๒๓๒๙

คราวนี้พระเจ้าปดุงรู้สึกการที่ได้ทำผิดไปในครั้งก่อน คิดแก้ไขจะมิให้พลาดพลั้งได้อีก จึงกะยกเป็นกระบวนทัพใหญ่ติดตามกันมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อันเป็นทางใกล้กรุงเทพฯ แต่ทางเดียวและจะจัดวางเสบียงอาหารสำหรับกองทัพไว้ให้พอทุกระยะทางที่เข้ามา มิให้ไพร่พลอดอยาก แล้วจะมาตั้งเรือรบที่ปลายน้ำไทรโยค ยกทั้งกองทัพบกทัพเรือเข้ามาตีกรุงเทพฯให้จงได้

การที่พม่าเตรียมทัพคราวนี้ ปรากฏในเบื้องต้นว่าพระเจ้าปดุงให้กองทัพที่กลับไปจากเมืองราชบุรีตั้งค้าง ฝนอยู่ที่เมืองเมาะตะมะและให้กองทัพเกงหวุ่นยีที่กลับไปจากเมืองนครศรี ธรรมราช ค้างฝนอยู่ที่เมืองหวาย กองทัพอื่นก็เห็นจะตั้งค้างฝนอยู่ที่อื่นอีก แล้วให้กะเกณฑ์เสบียงอาหารตามบรรดาหัวเมืองมอญตลอดไปจนเมืองยะไข่ขนมารวบรวม ขึ้นยุ้งไว้ที่เมืองเมาะตะมะเป็นอันมาก ครั้นถึงปลายฤดูฝนจึงเกณฑ์พลเพิ่มลงมาตั้งประชุมทัพที่เมืองเมาะตะมะ ให้ราชบุตรองค์ใหญ่ซึ่งเป็นพระมหาอุปราชาลงมาบัญชาการกองทัพที่ ๑ มีจำนวนพล ๕0000 ยกเข้ามาเตรียมการในแดนไทยก่อน แล้วพระเจ้าปดุงจึงจะยกกองทัพหลวงตามเข้ามาอีกทัพหนึ่ง

พระมหาอุปราชาลงมารวบรวมพลที่เมืองเมาะตะมะพร้อมแล้วพอเข้าฤดูแล้งก็แต่งให้เมียนหวุ่นกับ เมียนเมหวุ่น ซึ่งเคยเป็นนายทัพที่ ๔ ที่ ๕ มารบกับไทยที่ลาดหญ้าเมื่อคราวก่อน คุมพล ๓0000 ยกล่วงหน้าเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ให้เข้ามาตั้งค่ายมั่นและ ทำทางวางเสบียงอาหารสำหรับทัพใหญ่ที่จะยกตามเข้ามา อย่าให้ติดขัดในตอนที่จะข้ามเข้ามาถึงที่ราบในแดนไทยได้ครั้งก่อน กองทัพเมียนหวุ่นและเมียนเมหวุ่นจึงเข้ามาตั้งที่ท่าดินแดงแห่งหนึ่ง ที่สามสบแห่งหนึ่ง ทำค่ายใหญ่น้อยหลายค่าย ชักปีกกาถึงกันและขุดสนามเพลาะปักขวากป้องกันแน่นหนา ประสงค์จะมิให้ไทยชิงไปทำลายการได้ในตอนนี้ แล้วไปปลูกยุ้งฉางวางเสบียงอาหารทุกระยะแม้ทางที่จะเดินทัพนั้นก็ให้ทำทอด สะพานข้ามห้วยธารมาทุกแห่ง แล้วพระมหาอุปราชาก็ยกกองทัพหลวงมีจำนวน ๒0000 ตามเข้ามาตั้งค่ายอยู่ริมลำน้ำแม่กษัตริย์ ใกล้กับด่านพระเจดีย์สามองค์อีกทัพหนึ่ง

รายการที่พม่าเข้ามาตั้งค่ายตระเตรียมการทัพในแดนไทยครั้งนั้น มีในกลอนเพลงยาวพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพรรณนาไว้ในนิราศท่าดินแดงดังนี้

”อ้ายพม่าตั้งอยู่ท่าดินแดง ตกแต่งค่ายรายไว้ถ้วนถี่
ทั้งเสบียงอาหารสารพัดมี ดังสร้างสรรค์ธานีทุกประการ
มีทั้งพ่อค้ามาขาย ร้านรายกระท่อมพลทุกสถาน
ด้านหลังทำทางวางตะพาน ตามละหานห้วยธารทุกตำบล
ร้อยเส้นมีฉางหว่างค่าย ถ่ายเสบียงอาหารทุกแห่งหน
แล้วแต่งกองร้อยอยู่คอยคน จนตำบลสามสบครบครัน
อันค่ายคูประตูหอรบ ตบแต่งสารพัดเป็นที่มั่น
ทั้งขวากหนามเขื่อนคูป้องกัน เป้นชั้นชั้นอันดับมากมาย”

ราชพงศาวดารอยู่ข้างจะย่นย่อไม่สู้ชัดเจนนัก ว่าชาวด่านไปสืบราชการ รู้ข่าวว่าพม่ายกมาตั้งค่ายมั่นอยุ่ที่ท่าดินแดงและสามสบ เมืองกาญจนบุรี บอกเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือนอ้าย ข้างแรม จึงดำรัสสั่งให้เกณฑ์กองทัพจัดกระบวนเป็นทัพใหญ่ ๒ ทัพ ทพที่ ๑ จำนวนพล ๓0000 ให้กรมพระราชวังบวรฯ กับเจ้าพระยารัตนาพิพิธยกไปก่อน แล้วจึงเสด็จยกกองทัพหลวงเป็นกองทัพที่ ๒ จำนวนพล ๓0000 เศษ ออกจากกรุงเทพฯ เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๓ ขึ้น ๑๔ ค่ำ หนุนไปอีกทัพหนึ่ง โปรดให้กรมพระราชวังหลังโดยเสด็จไปในกองทัพหลวงด้วย

กองทัพไทยยกขึ้นไปทางลำแม่น้ำไทยโยคทั้ง ๒ ทัพด้วยประสงค์จะเอากำลังทุ่มเทตีพม่าให้แตกไปแต่อยู่ปลายแดน ไม่ปล่อยให้ข้ามเข้ามาถึงลาดหญ้า แขวงเมืองกาญจนบุรี ดังคาวก่อน

กองทัพกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จทางเรือไปถึงเมืองไทรโยคแล้วจึงจัดเป็นทัพบก ๔ กอง ให้เจ้าพระยารัตนาพิพิธ พระยากลาโหมราชเสนา และพระยาจ่าแสนยากร คุมพลยกไป ๓ กอง รวมจำนวนพล ๑0000 ตามไปหมายตีค่ายพม่าที่ตำบลสามสบ

ฝ่ายกองทัพหลวงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็เสด็จขึ้นไปตามทางริมแม่น้ำจน ถึงเมืองไทรโยค แล้วจึงยกเป้นกองทัพยกขึ้นไปตามทางริมน้ำจนถึงเมืองท่าขนุน ให้ตั้งค่ายหลวง ณ ที่นั่นแล้วให้นายทัพนายกองคุมพลยกขึ้นไปตั้งประชิดค่ายพม่าที่ตำบลท่าดิน แดง

เมื่อกองทัพไทยทั้ง ๒ ทัพประจบกันแล้ว ถึงวันพุธ เดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ ก็เข้าตีค่ายพม่าพร้อมกัน กองทัพวังหน้าเข้าตีค่ายที่สามสบกองทัพหลวงเข้าตีค่ายที่ท่าดินแดง รบกับพม่าอยู่ ๓ วัน ถึงวันศุกร์ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ เวลาบ่ายไทยเข้าค่ายพม่าได้ พม่าต่อสู้อยู่จนเวลาค่ำก็ทิ้งค่ายแตกหนีไปหมดทุกค่าย กองทัพไทยไล่ติดตามพม่าไปจนถึงค่ายพระมหาอุปราชาที่แม่กษัตริย์ พระมหาอุปราชารู้ว่ากองทัพหน้าแตกก็ตกพระทัย รีบถอยหนีไปมิได้ต่อสู้

ในพงศาวดารพม่าว่า ครั้งนี้พม่าแตกยับเยิน ไทยฆ่าฟันพม่าล้มตายมากนัก ที่จับเป็นได้ก็มาก ได้ทั้งช้างม้าพาหนะเสบียงอาหารและเครื่องศัสตราวุธ แม่ที่สุดปืนใหญ่ที่กองทัพพม่าเอามาครั้งนั้นไทยได้ไว้ทั้งหมดไม่มีเหลือไป ตัวแม่ทัพใหญ่ก็หนีไปเกือบไม่พ้น แต่ในจดหมายเหตุทางเมืองพม่าว่าแตกต่างกันอยู่ตรงตัวแม่ทัพ ในจดหมายเหตุของนายพันตรีไมเคล ไซม์ว่า พระเจ้าปดุงเองไทยเกือบจับได้ แต่ในพงศวดารพม่าฉบับหอแก้วว่าทัพพม่าแม่ทัพใหญ่ชื่อว่า แมงยีนันกยอดิน นายทัพหน้าชื่อหวุ่นทอกเนมิโยกยอชวาคนหนึ่งหวุ่นทอกมณีเชฐคนหนึ่ง และจำนวนพลพม่าที่ยกมาครั้งนี้กว่า ๕๕000

ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าแม่ทัพใหญ่ที่มาแตกไทยไปเห็นจะเป็นพระมหาอุปราชาอย่างที่ว่าในหนังสือพระราช พงศาวดาร พระเจ้าปดุงเวลานั้นเห็นจะยังอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ หรือยกตามมากลางทาง ยังมาไม่ถึงแม่กษัตริย์ จึงเข้าใจกันทางเมืองพม่าว่าพระเจ้าปดุงมาแตกทัพไป มีจดหมายเหตุของบาทหลวงชาวอิตาลีคนหนึ่งชื่อสันเยอมะโนอยู่ในเมืองพม่าใน เวลานั้นกล่าวว่า กองทัพพระเจ้าปดุงมาแตกหนีไทยไปคราวนี้ ผู้คนในเมืองพม่าพากันตื่นตกใจมากจนบาทหลวงคนนั้นเห็นว่า ถ้ากองทัพไทยยกตามออกไปก็เห็นจะตีได้จนถึงอมระบุระในหนังสือพงศาวดารพม่าที่ เซอร์ อาเธอร์ แฟร์ แต่งเป้นภาษาอังกฤษก็สรรเสริญว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงปลุกใจ คนไทยซึ่งเข็ดขยาดพม่ามาช้านาน ให้กลับกล้าหาญหายคร้ามพม่าได้ตั้งแต่มีชัยชนะนี้มา

ผลของสงครามครั้งรบกันที่ท่าดินแดงคราวนี้ พิเคราะห์ดูตามหนังสือจดหมายเหตุทั้ง ๒ ฝ่าย ดูข้างพม่ารุ้สึกว่าเป็นการสำคัญยิ่งกว่าที่รู้สึกกันทางข้างฝ่ายไทยเมื่อ ลองสันนิษฐานดูว่าจะเป็นเพราะเหตุใด เข้าใจว่าที่รู้สึกผิดกันคงเป็นเพราะเช่นนี้ คือสงครามพม่าครั้งนั้น ๒ คราวติดกันใน ๒ ปี คราวแรกพม่ายกมามากมายใหญ่หลวงกว่าไทยจะเอาชนะได้ต้องรบพุ่งลำบากมาก ครั้งหลังนี้รบครั้งเดียวไทยก็ชนะสงคราม ฝ่ายไทยจึงเห็นว่าไม่สำคัญเหมือนครั้งก่อน แต่ฝ่ายข้างพม่า เมื่อยกมาครั้งก่อน ถึงว่ามาแพ้ไทย ในที่สุดก็มีเหตุพอเป็นข้อแก้ตัวว่าตีหัวเมืองเหนือใต้ของไทยได้หลายเมือง ที่ไม่สำเร็จเพราะกองทัพหลวงขาดเสบียงอาหารเป็นต้น แต่ครั้งหลังนี้ไม่มีข้อแก้ตัวอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะพม่าได้คิดอ่านแก้ไขข้อขัดข้องมาแต่ต้นจนจบหมดทุกอย่างแล้ว ความปรากฏโด่งดังว่าจะตีเมืองไทยให้จงได้ ครั้นกลับมาพ่ายแพ้ไทยยับเยิน ต้องแตกหนีกลับไปหมดทุกทัพ คนทั้งหลายก็ต้องคิดเห็นอย่างเดียวแต่ว่าสู้ฝีมือและความคิดไทยไม่ได้ ที่พม่ามาแพ้ไทยครั้งรบกันที่ท่าดินแดง พม่าจึงรู้สึกว่าสำคัญมาก แต่นี้ก็มิได้พยายามที่จะมาตีกรุงเทพฯ อีกต่อไป

การสงครามครั้งรบพม่าที่ท่าดินแดง นับเวลาตั้งแต่กองทัพยกไปจากกรุงเทพฯ ไม่ถึงเดือนก็เสร็จสงคราม ครั้นมีชัยชนะพม่าแล้ว จึงมีรับสั่งให้เผาค่ายและยุ้งฉางที่พม่ามาสร้างขึ้นไว้ในแดนไทยเสียให้หมด แล้วก็โปรดให้กองทัพกลับคืนมายังพระนคร

เป็นสิ้นเรื่องสงครามครั้งที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์ฯ เพียงนี้เชิงอรรถ สงครามสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ครั้งที่ ๒

๑ เรื่องต่อเรือรบไม่ปรากฏในหนังสือพะราชพงศาวดาร เข้าใจได้ที่พม่าเตรียมตั้งอยู่ที่ท่าดินแดงนานวัน ไม่มีกิจอื่นนอกจากการต่อเรือรบอันเป็นการจำเป็น

( รูป )
บริเวณสามสบที่พม่าสร้างค่าย เมื่อสงครามท่าดินแดง

พระราชพงศาวดาร ไทยรบพม่า

พระราชพงศาวดารเรื่อง ไทยรบพม่า พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อธิบายเรื่องไทยรบกับพม่า... อ่านเพิ่มเติม
สงครามครั้งที่ ๑ คราวพม่ายกกองทัพมา ๕ ทาง ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘... อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ ๑ รบพม่าที่ลาดหญ้า กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จยกกองทัพออกจากกรุงเทพฯ ในเดือนอ้าย ปีมะเส็ง ทรงจัดให้พระยากลาโหมราชเสนา... อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ ๒ รบพม่าที่ปากพิง ฝ่ายกองทัพพม่าที่ ๓ ซึ่งเจ้าเมืองตองอูเป็นแม่ทัพนั้น ครั้นมาตั้งประชุมพลที่เมือง... อ่านเพิ่มเติม
สงครามครั้งที่ ๒ คราวรบพม่าที่ท่าดินแดง ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๒๙ เหตุที่เกิดสงครามคราวรบพม่าที่ท่าดินแดง... อ่านเพิ่มเติม
พระราชพงศาวดาร เล่มที่ ๒ พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตเลขา เล่ม ๒ กรมศิลปากรจัดพิมพ์ พุทธศักราช ๒๕๓๕ ในปีมะเส็งสัปตศกนั้น... อ่านเพิ่มเติม