thai eng

ตอนที่ ๑ รบพม่าที่ลาดหญ้า

กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จยกกองทัพออกจากกรุงเทพฯ ในเดือนอ้าย ปีมะเส็ง ทรงจัดให้พระยากลาโหมราชเสนา พระยาจ่าแสนยากรเป็นกองหน้าเจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาเป็นยกกระบัตรทัพเจ้า พระยารัตนาพิพิธที่สมุหนายกเป็นเกียกกาย พระยามณเฑียรบาลเป็นกองหลัง ยกไปถึงเมืองกาญจนบุรี(เก่า) ให้ตั้งค่ายมั่นในทุ่งลาดหญ้าเชิงเขาบรรทัดเป็นหลายค่าย ชักปีกกาถึงกันสกัดทางที่พม่าจะยกเข้ามา แล้วทรจัดให้พระยามหาโยธา(เจ่ง)คุมกองมอญจำนวนพล ๓000 ยกออกไปตั้งขัดตาทัพอยุ่ที่ด่านกรามช้าง อันเป็นช่องเขาริมลำน้ำแควใหญ่ในทางที่ข้าศึกจะยกมานั้นอีกแห่งหนึ่ง

ฝ่ายกองทัพพม่าที่ยกเข้ามาทางด้านพระเจดีย์สามองค์ ทัพเมียนหวุ่นที่๔ ยกเข้ามาก่อน เดินผ่านแขวงเมืองไทนโยคตัดมาลงทางริมน้ำแควใหญ่ที่เมืองท่ากระดาน เดินทางริมน้ำต่อลงมาถึงด่านกรามช้าง พม่ามากกว่าก็ระดมตีค่ายกองมอญซึ่งตั้งรักษาด่านกรามช้างแตก แล้วยกเข้ามาถึงชายทุ่งลาดหญ้าที่กองทัพกรมพระราชวังบวรฯ ตั้งรับอยู่ ทัพพม่าที่๔ ก็ตั้งค่ายลงตรงนั้น ครั้นทัพเมียนหวุ่นที่๕ตามเข้ามาถึงก็ตั้งค่ายเป็นแนวรบต่อกันไป จำนวนพลหม่าทั้ง๒ทัพรวม๑๕000

ในพงศาวดารพม่าว่ากองทัพพม่ายกเข้ามาได้สู้รบกับกองมอญที่รักษาด่านกรามช้าง กองมอญล่าถอย พม่าติดตามมาถึงที่ค่ายไทยที่ลาดหญ้า พม่าก็ตรงเข้าตีค่ายไทย ได้รบกันเป็นสามารถ พม่ารบถลำเข้ามาให้ไทยล้อมจับได้กองหนึ่ง นายทัพพม่าเห็นว่าไทยมีกำลังมากเกรงจะเสียทีจึงให้ตั้งค่ายมั่นลง หวังจะรบพุ่งขับเคี่ยวกับไทยต่อไป

กระบวนยุทธวิธีที่ไทยไปตั้งรับพม่า ข้าศึกที่ลาดหญ้าคราวนี้ผิดกับวิธีที่ไทยได้เคยต่อสุ้มาแต่ก่อน พิเคราะห์ตามรายการที่ปรากฏมาในหนังสือพระราชพงศาวดารเมื่อครั้งสมเด็จพระ มหาจักรพรรดิก็ดี ครั้งสมเด็จพระนเรศวรก็ดี ถ้าพม่ายกมาเป็นศึกใหญ่เหลือกำลังไทยมักต่อสู้ที่พระนคร ถ้าคราวไหนไทยเห็นว่ากำลังพอจะต่อสู้ข้าศึกที่ยกมาก็ยกออกดักตีข้าศึกให้แตก ในกลางทางเมื่อก่อนจะเข้ามาถึงชานพระนคร มักรบกันในแขวงเมืองสุพรรณบุรีโดยมาก ถ้าทางเหนือมักรบกันในแขวงเมืองอ่างทองวีที่เอากองทัพใหญ่ออกไปตั้งสกัดกอง ทัพใหญ่ของข่ศึกถึงชายแดนที่พึ่งมีขึ้นคราวนี้เป็นครั้งแรก เป็นวิธีที่คิดขึ้นใหม่เมื่อรัชกาลี่๑ คงเป็นเพราะพิจารณาเห็นว่าที่ทุ่งลาดหญ้าอยู๋ต่อเชิงเขาบรรทัดทางที่พม่า ต้องเดินทัพข้ามเข้ามา ถ้าไทยรักษาทุ่งลาดหญ้าไว้ได้ กองทัพพม่าที่ยกเข้ามาก็ต้องตั้งอยู่บนภูเขาอันเป็นที่กันดาร จะหาเสบียงอาหารเลี้ยงกองทัพและจะเดินกระบวนทัพก็ยาก เปรียบเสมือนข้าศึกต้องอยู่ในตรอก ไทยสกัดคอยอยู่ปากตรอก ถึงกำลังน้อยกว่าก็พอจะต่อสู้ได้ด้วยอาศัยชัยภูมิดังกล่าวมา

การก็เป็นจริงเช่นนั้น เมื่อกองทัพหน้าของพม่ายกเข้ามาปะกองทัพไทยตั้งสกัดอยู่ที่ทุ่งลาดหญ้าก็ ต้องหยุดอยู่เพียงเชิงเขา เมื่อกองหน้าหยุดอยู่เพียงเชิงเขา กองทัพที่ยกตามมาข้างหลังก็ต้องหยุดอยู่บนภูเขาเป็นระยะกันไป ปรากฏว่าทัพตะแคงกามะราชบุตรทัพที่๖ ตั้งอยู่ท่าดินแดง ทัพตะแคงจักกุราชบุตรทัพที่๗ ตั้งอยู่ที่สามสบทัพหลวงของพระเจ้าปดุงทัพที่๘ต้องตั้งอยู่ที่ปลายลำน้ำลอน ชี พ้นพระเจเดีย์สามองค์เข้ามาเพียง๒ ระยะ กองทัพพม่าตั้งอยู่บนภูเขาจะหาเสบียงอาหารในแดนไทยไม่ได้ก็ต้องหาบขนเสบียง จากแดนเมืองพม่าข้ามเข้ามาส่งกันทุกทัพ พม่าจึงเสียเปรียบไทยตั้งแต่แรกยกข้ามแดนไทยเข้ามาด้วยประการฉะนี้

รายการที่รบกันที่ลาดหญ้าปรากฏว่า พอกองทัพพม่าตั้งค่ายลงที่เชิงเขาบรรทัด กรมพระราชวังบวรฯ ก็ให้ตีค่ายพม่า แต่พม่าสู้รบแข็งแรง ไทยตีเอาค่ายพม่ายังไม่ได้ก็ตั้งสู้รบพุ่งติดพันกันอยู่ พม่าให้ปลูกหอรบเอาปืนใหญ่ขึ้นยิงค่ายไทย กรมพระราชวังบวรฯจึงให้เอาปืนใหญ่และปืนปากกว้างอย่างยิงด้วยท่อนไม้ใช้เป็น กระสุนไปตั้งรายยิงหอรบพม่าหักพังลงและถูกผู้คนล้มตายจนพม่าครั่นคร้ามไม่ กล้าออกมาตีค่ายไทย กรมพระราชวังบวรฯ จึงทรงตั้งกองโจรให้พระยาสีหราชเดโชไชย พระยาท้ายน้ำ กับพระยาเพรชบุรี คุมไปซุ่มสกัดคอยตีลำเลียงเสบียงอาหารที่ส่งมายังค่ายพม่าข้าศึก พระยาทั้ง๓ยกไปแล้ว ไปเกียจคร้านออ่นแอ ดำรัสสั่งให้ประหารชีวิตเสียทั้ง๓คนแล้วให้พระองค์เจ้าขุนเณร ถือพล๑๘00 ไปเป็นกองโจรซุ่มอยู่ที่พุตะไคร้ทางลำน้ำแควไทรโยค ซึ่งใกล้กับทางที่พม่าจะส่งลำเลียงมานั้น

ในพงศาวดารพม่าว่า กองทัพพม่าที่ยกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์คราวนั้นขัดสนเสบียงอาหารมาแต่แรก ทุกๆทัพ พระเจ้าปดุงทรงว่ากองทัพหน้ามาตั้งประชิดอยู่กับไทย ให้แบ่งเสบียงในกองทัพหลวงส่งมายังกองทัพหน้าก็ถูกไทยตีชิงเอาไปเสียเนืองๆ ครั้งหนึ่งให้เอาเสบียงบรรทุกช้าง๖0เชือก มีกองลำเลียงคุมมา๕00คน กองโจรของไทยไปซุ่มอยู่ก็ตีเอาไปหมด ทีหลังจึงส่งเสบียงกันไม่ได้

ในขณะเมื่อกรมพระราชวังบวรฯ สู้รบกับพม่าติดพันกันอยู่ที่ลากหญ้านั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระปริวิตกเกรงกำลังจะไม่พอตีทัพพม่าให้แตกพ่ายจึงเสด็จยกกองทัพหลวงหนุน ไปจากกรุงเทพฯ เมื่อ ณ วันอาทิตย์ เดือนยี่ ขึ้น๙ค่ำ เสด็จไปจนถึงค่ายกรมพระราชวังบวรฯ ทรงปรึกษาราชการสงคราม กรมพระราช วังบวรฯ กราบทูลว่าพม่าอดอยากมากอยู่แล้ว อย่าให้ทรงพระวิตกถึงทางลาดหญ้าเลย พม่าคงจะแตกไปในไม่ช้า ขอให้เสด็จกลับคืนพระนครเถิด เผื่อข้าศึกจะหนักแน่นมาทางอื่นจะได้อุดหนุนกันทันท่วงที ทรงพระดำริเห็นชอบด้วยก็เสด็จยกกองทัพหลวงกลับคืนมาพระนคร

ต่อมากรมพระราชวังบวรฯ ทรงทำอุบาย เวลากลางคืนแบ่งกองทัพให้ลอบกลับมาจนพ้นสายตาพม่า ครั้นเวลาเช้าให้กองทัพนั้นถือธงทิวเดินเป็นกระบวนทัพกลับไปเนืองๆ พม่าอยู่ที่สูงแลเห็นว่ากองทัพไทยได้กำลังเพิ่มเติมไปเสมอ พม่าก็ยิ่งครั้นคร้ามเข้าทุกที

กรมพระราชวังบวรฯ ทรงสังเกตเห็นว่ากองทัพพม่าอดอยากครั่นคร้ามมากอยู่แล้ว ครั้นถึง ณ วันศุกร์ เดือน ๓ แรม ๔ ค่ำปี มะเส็ง ก็ตรัสสั่งให้กองทัพไทยเข้าระดมตีค่ายพม่าพร้อมกันทุกค่ายในเวลาเดียว พม่าก็แตกฉานทั้งกองทัพที่๔และที่๕ไทยได้ค่ายพม่าหมดทุกค่าย ฆ่าฟันพม่าล้มตายเสียเป็นอันมาก ที่เหลือตายแตกหนีกลับไป กองโจรของพระองค์เจ้าขุนเณรพบเข้าก็ตีซ้ำเติมฆ่าฟันพม่าและจับส่งมาถวายอีก ก็มาก

ในพงศาวดารพม่าว่าเมื่อไทยตีค่ายพม่าได้นั้น พม่ากำลังอดอยากอิดโรย ถูกไทยฆ่าตายเสียบ้าง จับได้บ้าง เสียทั้งนายไพร่ประมาณ๖000คน

ครั้นพระ เจ้าปดุงทรงทราบว่ากองทัพหน้าแตกกลับไป ก็เห็นว่าจะทำการต่อไปไม่สำเร็จ ด้วยกองทัพพม่าที่ยกมากับพระเจ้าปดุงทางด่านเจดีย์สามองค์ขัดสนเสบียงอาหาร และผู้คนเจ็บไข้ล้มตายลงด้วยกันทุกๆทัพ จึงสั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองเมาะตะมะ

ฝ่ายกองทัพพม่าที่ ๒ ซึ่งอนอกแฝกคิดหวุ่นเป็นแม่ทัพ ยกมาตั้งที่เมืองทวายนั้น เมื่อรวบรวมรี้พลได้พร้อมแล้วจึงจัดให้พระยาทวายเป็นกองหน้า ถือพล ๓000 ตัวอนอกแฝกคิดหวุ่นเป็นกองหลังถือพล๔000 ให้จิกสิบโบ่เป้นกองหลัง ถือพล๓000 ยกเข้ามาทางด่านบ้องตี้ แต่ทางที่ข้ามภูเขาเข้ามาเป้นทางกันดารกว่าทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ช้างม้าพาหนะเดินยาก ตั้งรั้งรอกันมาทุกระยะจึงเข้ามาช้า ที่สุดพระยาทวายกองหน้ามาตั้งค่ายที่ (ราวหนองบัว)นอกเขางู อนอกแฝกคิดหวุ่นแม่ทัพตั้งที่ท้องชาตรี จิกสิบโบ่ทัพหลังตั้งที่ด่านเจ้าขว้าวริมลำน้ำภาชี ไม่รุ้ว่ากองทัพพม่าทางลาดหญ้าแตกไปแล้ว

แต่เจ้าพระยาธรรมาและพระยายมราชซึ่งไปตั้งอยุ่ที่เมืองราชบุรีก็ประมาท ไม่ได้ให้กองลาดตระเวนออกไปสืบ หาทราบว่ามีกองทัพพม่าเข้ามาถึงลำน้ำภาชีและหลังเขางูไม่ จนกรมพระราชวังบวรฯมีชัยชนะที่ลาดหญ้าเสร็จแล้ว มีรับสั่งให้พระยากลาโหมราชเสนากับพระยาจ่าแสนยากรคุมกองทัพกลับลงมาทางบก มาทรงทราบว่าพม่าตั้งค่ายอยู่ที่นอกเขางูจึงยกกองทัพเข้าตีค่ายพม่า ได้รบพุ่งกันถึงตะลุมบอน พม่าทานกำลังไม่ได้ก็แตกหนีทั้งกองหน้าและกองหลวงไทยไล่ติดตามฆ่าฟันไปจน ปะทะทัพหลังๆ ก็พลอยแตกไปด้วย

กองทัพไทยจับพม่าและเครื่องศัตราวุธช้างม้าพาหนะเป็นอันมาก ที่เหลือก็พากันหนีกลับไปเมืองทวาย

พระราชพงศาวดาร ไทยรบพม่า

พระราชพงศาวดารเรื่อง ไทยรบพม่า พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อธิบายเรื่องไทยรบกับพม่า... อ่านเพิ่มเติม
สงครามครั้งที่ ๑ คราวพม่ายกกองทัพมา ๕ ทาง ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘... อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ ๑ รบพม่าที่ลาดหญ้า กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จยกกองทัพออกจากกรุงเทพฯ ในเดือนอ้าย ปีมะเส็ง ทรงจัดให้พระยากลาโหมราชเสนา... อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ ๒ รบพม่าที่ปากพิง ฝ่ายกองทัพพม่าที่ ๓ ซึ่งเจ้าเมืองตองอูเป็นแม่ทัพนั้น ครั้นมาตั้งประชุมพลที่เมือง... อ่านเพิ่มเติม
สงครามครั้งที่ ๒ คราวรบพม่าที่ท่าดินแดง ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๒๙ เหตุที่เกิดสงครามคราวรบพม่าที่ท่าดินแดง... อ่านเพิ่มเติม
พระราชพงศาวดาร เล่มที่ ๒ พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตเลขา เล่ม ๒ กรมศิลปากรจัดพิมพ์ พุทธศักราช ๒๕๓๕ ในปีมะเส็งสัปตศกนั้น... อ่านเพิ่มเติม