thai eng

สงครามครั้งที่ ๑

คราวพม่ายกกองทัพมา ๕ ทาง ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ ว่าด้วยเรื่องเบื้องต้นแห่งการสงคราม

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จผ่านพิภพปราบดาภิเษกเมื่อปีขาล พ.ศ.๒๓๒๕ พอทรงระงับดับยุคเข็ญในกรุงธนบุรีราบคาบและโปรดให้มีสารตราให้หากองทัพกลับ มาจากกรุงกัมพูชาแล้วก็ให้เริ่มการย้ายพระนครข้ามฟากจากเมืองธนบุรี มาสร้างกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ ทางฝั่งตะวันออก

มูลเหตุซึ่งสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ในหนังสือราชพงศาวดารกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงรังเกียจที่พระราชวังเดิม ด้วยอยู่ใกล้ชิดติดอุปจารวัดแจ้งและวัดท้ายตลาดล้อมอยู่ทั้ง ๒ ด้าน ดังนี้ ชวนให้เข้าใจความผิดไป เป็นเหมือนหนึ่งมีพระราชประสงค์จะสร้างวังที่ประทับใหม่ จึงให้ย้ายพระนครมาสร้างทางฝั่งตะวันออกแต่ฝั่งเดียว

เหตุที่จริงนั้นเป็นอย่างอื่น และเป็นข้อสำคัญยิ่งกว่าจะสร้างวังมาก ด้วยทรงพระราชดำริว่าพม่าคงจะมาตีเมืองไทยอีก กรุงธนบุรีสร้างป้อมปราการทั้ง ๒ ฝั่ง เอาแม่น้ำไว้กลางเมืองเหมือนอย่างเมืองพิษณุโลก มีประโยชน์ที่อาจเอาเรือรบเข้าไว้ในเมืองเมื่อเวลาถูกข้าศึกมาตั้งประชิด แต่การสู้รบรักษาเมือง คนข้างในจะถ่ายเทช่วยกันรบพุ่งรักษาหน้าที่ไม่ใครทันท่วงทีด้วยต้องข้ามน้ำ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เคยทรงรักษาเมืองพิษณุโลกสู้ศึกอะแซ หวุ่นกี้เมืองพิษณุโลกลำน้ำแคบและตื้นพอทำสะพานข้ามได้ยังลำบาก ทรงพระราชดำริเห็นว่าที่กรุงธนฯ แม่น้ำเจ้าพระยาทั้งกว่างทั้งลึก จะทำสะพานข้ามไม่ได้ ถ้าข้าศึกเข้ามาได้ถึงพระนครจะไม่สามรถต่อสู้ข้าศึกรักษาพระนครได้ ข้างฝั่งตะวันออกเป็นที่ชัยภูมิเพราะเป็นหัวแหลม ถ้าสร้างเมืองแต่ฟากเดียวจะได้แม่น้ำใหญ่เป็นคูเมืองทั้งด้านตะวันตกและด้าน ใต้ ต้องขุดคลองเป็นคูเมืองแต่ด้านเหนือกับด้านตะวันออกเท่านั้น ถึงข้าศึกจะเข้ามาได้ถึงพระนครก็พอจะต่อสู้ได้ ด้วยเหตุนี้จึงโปรดให้ย้ายพระนครมาสร้างข้างฟากตะวันออกแต่ฝั่งเดียว

เรื่องย้ายพระนครมาตั้งแต่ฝั่งเดียว น่าจะถึงได้เคยเป็นปัญหาปรึกษากันในรัฐบาลแต่ครั้งกรุงธนบุรีเมื่อเสร็จศึก อะแซหวุ่นกี้ และบางทีจะถึงได้ตรวจแผนที่เสร็จแล้ว แต่จะเป็นด้วยพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ทรงเห็นชอบด้วยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หรือมิฉะนั้นจะติดราชการสงครามจึงค้างมา ข้อนี้พึงเห็นได้ด้วยพอเสด็จปราบดาภิเษกแล้วก็ให้ลงมือสร้างสร้างพระนครใหม่ ในทันที และธรรมดาการสร้างเมืองซึ่งจะทำโดยปัจจุบันทันที ไม่ตรวจตราภูมิลำเนาให้รู้แน่ชัด และไม่คิดประมาณการทั้งกำลังซึ่งจะสร้างให้ตลอดก่อนนั้น ใช่วิสัยที่จะเป็นได้ จึงเห็นว่าการย้ายพระนครมาสร้างทางฝั่งตะวันออกเป็นการที่ได้มีความคิดมาแต่ ครั้งกรุงธนบุรีแล้ว

การสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอันยุติว่าจะตั้ง ราชธานีอยู่ที่บางกอกนี้ต่อไป ไม่คิดกลับคืนขึ้นไปตั้งที่กรุงศรีอยุธยาอย่างโบราณ จึงมีรับสั่งให้ขึ้นไปรื้อกำแพงกรุงเก่า เอาอิฐลงมาสร้างป้อมปราการกรุงเทพฯ และจะมิให้กรุงเก่าเป็นที่อาศัยของข้าศึกด้วยอีกประการหนึ่ง สร้างพระนครอยู่ ๓ ปี จึงสำเร็จเมื่อในปีมะเส็ง พ.ศ.๒๓๒๘ พอสมโภชพระนครแล้วในไม่ช้า ในปีนั้นเองพม่าก็ยกกองทัพใหญ่มาตีเมืองไทย

ในตอนนี้จะต้องขอย้อนไปเล่าเรื่องพงศาวดารพม่าเสียก่อน คือ

เมื่อพระเจ้าอลองพญาผู้เป็นต้นราชวงศ์สิ้นพระชนม์ มังลอกราชบุตรองค์ใหญ่ได้ครองแผ่นดินพม่าต่อมา พระเจ้ามังลอกมีราชบุตรกับพระมเหสีองค์หนึ่งชื่อว่ามังหม่อง เมื่อพระเจ้ามังลอกสิ้นพระชนม์มังหม่องยังเป็นทารกอยู่ ราชสมบัติจึงได้แก่มังระราชอนุชา ครั้นมังหม่องเติบใหญ่ขึ้น พระเจ้ามังระมีความรังเกียจเกรงจะชิงราชสมบัติคิดจะประหารชีวิตมังหม่องเสีย แต่นางราชชนนีผู้เป็นย่าของมังหม่องขอชีวิตไว้ รับว่าจะให้ไปศึกษาบวชเรียนอยู่ในวัดจนตลอดชีวิต มิให้มาเกี่ยวข้องด้วยราชการแผ่นดิน พระเจ้ามังระจึงมิได้ทำอันตรายแก่มังหม่อง

พระเจ้ามังระเสวยราชย์มามีราชบุตร ๒ องค์ๆใหญ่เรียกกันว่าจิงกูจา แปลว่าผู้กินส่วยเมืองจิงกู เป็นลูกพระมเหสี องค์น้อยชื่อแชลงจาเป็นลูกพระสนม จิงกูจาพอโตขึ้นก็ชอบคบคนพาล ชักชวนให้ประพฤติเสเพลมาเนืองๆ พระเจ้ามังระมิใคร่เต็มพระทัยจะให้เป็นรัชทายาท ครั้นปีวอก พ.ศ.๒๓๑๙ พระเจ้ามังระประชวนหนักจวนจะสิ้นพระชนม์ จะมอบราชสมบัติให้ผู้อื่นก็เกรงจะเกิดจลาจล จึงมอบราชสมบัติแก่จิงกูจาราชบุตรใหญ่

พระเจ้าจิงกูจาได้ราชสมบัติแล้วสงสัยมีผู้จะคิดร้าย จึงให้จับแชลงจาราชอนุชาสำเร็จโทษเสีย แล้วให้หา อะแซหวุ่นกี้กลับไปจากเมืองพิษณุโลก ไปถึงก็พาลหาเหตุถอดอะแซหวุ่นกี้เสียจากยศบรรดาศักดิ์ แล้วจับพระเจ้าอาองค์ใหญ่ชื่อมังโป ซึ่งเรียกกันว่าตะแคงอะเมียง ตามตำแหน่งยศเป็นเจ้าเมืองอะเมียง สำเร็จโทษเสียอีกองค์หนึ่ง และให้เนรเทศพระเจ้าอาอีก ๓ องค์ คือ มังเวงตะแคงปดุง มังจูตะแคงพุกาม และมังโพเชียงตะแคงแปงตะแลง ไปเสียจากเมืองอังวะ เอาไปคุมไว้ในหัวเมือง

พระเจ้าจิงกูจามีมเหสี แต่ไม่มีราชบุตร แล้วได้ธิดาของอำมาตย์อะตวนหวุ่นมาเป็นนางสนม แต่แรกมีความเสน่หาแก่นางนั้นมากถึงยกขึ้นเป็นพระสนมเอก รองแต่พระมเหสีลงมา บิดาของนางก็เอามายกย่องให้มียศเป็นขุนนางผู้ใหญ่ แต่พระเจ้าจิงกูจานั้นมักเสวยสุราเมาและประพฤติทารุณร้ายกาจต่างๆ อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าจิงกูจากำลังเมา เกิดพิโรธให้เอานางสนมเอกนั้นไปถ่วงน้ำเสีย แล้วถอดบิดาของนางลงเป็นไพร่ อะตวนหวุ่นโกรธแค้นจึงไปคบคิดกับตะแคงปดุงซึ่งเป็นพระเจ้าอาองค์ใหญ่ และอะแซหวุ่นกี้ซึ่งถูกถอดนั้นปรึกษากันจะกำจัดพระเจ้าจิงกูจาเสียจากราช สมบัติ ทำนองตะแคงปดุงจะเกรงเจ้าน้องอีก ๒ องค์จะไม่ยอมให้ราชสมบัติ ในชั้นแรกจึงอุดหนุนมังหม่องซึ่งบวชเป็นสามเณรอยู่ให้คิดชิงราชสมบัติ เพราะมังหม่องเป็นลูกมเหสีของพระเจ้ามังลอก อันอยู่ในที่ควรจะได้ราชสมบัติมาแต่ก่อน

ถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๓๒๔ พระเจ้าจิงกูจาออกไปประพาสหัวเมืองทางนี้มังหม่องจึงสึกจากสามเณร คุมสมัครพรรคพวกเข้าปล้นได้เมืองอังวะโดยง่าย มังหม่องจะมอบราชสมบัติถวยพระเจ้าอา ๓ องค์แต่พระเจ้าอาไม่รับ มังหม่องจึงขึ้นว่าราชการ แต่พอมังหม่องขึ้นนั่งเมืองก็ปรากฏว่าไม่สามารถจะปกครองแผ่นดินได้ ด้วยปล่อยให้เหล่าโจรที่เป็นพรรคพวกช่วยปล้นเมืองอังวะไปเที่ยวแย่งชิง ทรัพย์สมบัติของพวกชาวเมืองตามอำเภอใจ มังหม่องควบคุมไว้ไม่อยู่ เกิดวุ่นวายขึ้นทั้งเมืองอังวะ พวกข้าราชการทั้งปวงจึงพร้อมกันไปเชิญตะแคงปดุงครองราชย์สมบัติ ด้วยเป็นราชบุตรที่ ๔ ของพระเจ้าอลองพญา มังหม่องนั่งเมืองอยู่ได้ ๑๑ วันพระเจ้าปดุงก็จับสำเร็จโทษเสีย

ฝ่ายพระเจ้าจิงกูจาซึ่งออกไปประพาสอยู่หัวเมือง เมื่อข่าวปรากฏไปถึงว่ามังหม่องได้ชิงเมืองอังวะ พวกไพร่พลที่ติดตามไปด้วยก็พากันหลบหนีทิ้งไปเสียเป็นอันมาก เหลือแต่ขุนนางคนสนิทติดพระองค์อยู่ไม่กี่คน แต่แรกพระเจ้าจิงกูจาคิดจะหนีไปอาศัยอยู่เมืองกระแซ แต่เป็นห่วงนางราชชนนีจึงลอบมาใกล้เมืองอังวะแล้วมีหนังสือเข้าไปทูลให้ทราบ ว่าจะหนีไปเมืองกระแซ นางราชชนนีให้มาห้ามปรามว่า เกิดมาเป็นกษัตริย์ ถึงจะตายก็ชอบแต่อยู่ในเมืองของตัว ที่จะหนีไปพึ่งเมืองน้อยอันเคยเป็นข้าหาควรไม่ พระเจ้าจิงกูจาก็เกิดมานะ พาพวกบริวารที่มีอยู่ตรงเข้าไปในเมืองอังวะ ทำองอาจเหมือนกับเสด็จไปประพาสแล้วกลับคืนมายังพระนครพวกไพร่พลที่รักษา ประตูเมืองเห็นพระเจ้าจิงกูจาก็พากันเกรงกลัว ไม่มีใครกล้าจะต่อสู้ พระเจ้าจิงกูจาเข้าไปได้จนในเมือง พออะตวนหวุ่นพ่อนางสนมเอกที่พระเจ้าจิงกูจาให้ฆ่าเสียทราบความ จึงคุมรี้พลมาล้อมจับพระเจ้าจิงกูจา อะตวนหวุ่นเองฟันพระเจ้าจิงกูจาสิ้นพระชนม์ที่ในเมืองอังวะ พระเจ้าปดุงทราบความว่าอะตวนหวุ่นฆ่าพระเจ้าจิงกูจาก็ทรงพิโรธว่าควรจะจับมา ถวายโดยละม่อม ไม่ควรจะฆ่าฟันเจ้านายโดยพลการ ให้เอาตัวอะตวนหวุ่นไปประหารชีวิตเสีย

ตรงนี้ที่ผู้แต่งหนังสือพระราช พงศาวดารเข้าใจผิดติดไปว่าประหารชีวิตอะแซหวุ่นกี้ ที่จริงอะแซหวุ่นกี้นั้นเมื่อพระเจ้าปดุงได้ราชสมบัติแล้วเอากลับมายกย่อง ตั้งแต่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ได้ให้เป็นอุปราชสำเร็จราชการหัวเมืองฝ่ายใต้อญุ่ที่เมืองเมาะตะมะจนตาย เมื่อปีจอ พ.ศ.๒๓๓๓ และได้ว่าเป็นแม่ทัพมารบไทยอีกคราวหนึ่ง คราวไทยยกไปตีเมืองทะวายเมื่อปีมะแม พ.ศ.๒๓๓๐ (แต่ความข้อหลังนี้ข้าพเจ้าสงสัยอยู่)

ขณะเมื่อเกิดการแย่งชิงราชสมบัติกันวุ่นวายในเมืองพม่าครั้งนั้นเหล่าหัวเมืองขึ้นของพม่าก็พากัน กระด้างกระเดื่องถึงบังอาจคุมกำลังไปปล้นเมืองอังวะซึ่งเป็นราชธานีก็มี พระเจ้าปดุงต้องทำสงครามปราบปรามเสี้ยนหนามแผ่นดินอยู่หลายปี แต่พระเจ้าปดุงนั้นเข้มแข็งในการศึกยิ่งกว่าบรรดาราชวงศ์ของพระเจ้า อลองพญาองค์อื่นๆ เมื่อปราบปรามพวกที่คิดร้ายราบคาบทั่วทั้งเขตพม่ารามัญและไทยใหญ่แล้ว จึงสร้างเมืองอมระบุระขึ้นเป็นราชธานีใหม่ แล้วยกกองทัพไปตีประเทศมณีบุระทางฝ่ายเหนือ และประเทศยะไข่ทางตะวันตกได้ทั้ง ๒ ประเทศ แผ่ราชอาณาเขตกว้างขวางยิ่งกว่ารัชกาลก่อนๆโดยมาก

พระเจ้าปดุงเสวยราชย์มาได้ ๓ ปีจึงคิดจะเข้ามาตีเมืองไทยให้มีเกียรติยศเป็นมหาราชเหมือนเช่นพระเจ้าหง สาวดีบุเรงนอง ด้วยในขณะนั้นพระเจ้าปดุงก็ได้ประเทศที่ใกล้เคียงไว้ในอาณาเขต มีรี้พลบริบูรณ์ และทำสงครามมีชัยชนะมาทุกแห่ง พลทหารกำลังร่าเริงทำนองเดียวกัน

ครั้นถึงปีมะเส็ง พ.ศ.๒๓๒๘ พระเจ้าปดุงให้เตรียมกองทัพที่จะยกเข้ามาตีเมืองไทย เกณฑ์คนทั้งในเมืองหลวงและหัวเมืองขึ้นตลอดจนเมืองประเทศราชหลายชาติหลาย ภาษา รวมจำนวนพล ๑๔๔,๐๐๐ จัดเป็นกระบวนทัพ ๙ ทัพ คือ

ทัพที่ ๑ ให้แมงยีแมงข่องกยอเป็นแม่ทัพ มีทั้งทัพบก ทัพเรือ จำนวนพล ๑๐,๐๐๐ เรือกำปั่นรบ ๑๕ ลำ ลงมาตั้งที่เมืองมะริด ให้ยกทัพบกมาตีหัวเมืองไทยทางปักษ์ใต้ตั้งแต่เมืองชุมพรลงไปจนเมืองสงขลา ส่วนทัพเรือนั้นให้ตีหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตกตั้งแต่เมืองตะกั่วป่าลงไปจน ถึงเมืองถลาง

ในพงศาวดารพม่าว่า แมงยีแมงข่องกยอยกลงมาตั้งแต่เดือน ๘ ปีมะเส็ง ด้วยพระเจ้าปดุงให้เป็นพนักงานรวบรวมเสบียงอาหารไว้สำหรับกองทัพหลวงที่จะยก ลงมาตั้งประชุมทัพที่เมืองเมาะตะมะด้วยครั้นเมื่อกองทัพหลวงยกลงมาไม่ได้ เสบียงอาหารไว้พอการ พระเจ้าปดุงทรงพิโรธ ให้ประหารชีวิตแมงยีแมงข่องกยอเสีย แล้วตั้งเกงหวุ่นแมงยีมหาสีหะสุระอัครมหาเสนาบดีเป็นแม่ทัพที่หนึ่งแทน

ทัพที่ ๒ ให้อนอกแฝกคิดหวุ่นเป็นแม่ทัพ ถือพล ๑๐,๐๐๐ ลงมาตั้งที่เมืองทะวาย ให้เดินเข้าทางด่านบ้องตี้ มาตีหัวเมืองไทยฝ่ายตะวันตกตั้งแต่เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี ลงไปประจบกองที่หนึ่งที่เมืองชุมพร

ทัพที่ ๓ ให้หวุ่นคยีสะโดะศิริมหาอุจจะนาเจ้าเมืองตองอูเป็นแม่ทัพ ถือพล ๓๐,๐๐๐ ยกมาทางเมืองเชียงแสน ให้ลงมาตีเมืองนครลำปางและหัวเมืองทางริมแม่น้ำแควใหญ่และน้ำยมตั้งแต่เมือง สวรรคโลก เมืองสุโขทัย ลงมาบรรจบกองทัพหลวงที่กรุงเทพฯ

ทัพที่ ๔ ให้เมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่องเป็นแม่ทัพ ถือพล ๑๑,๐๐๐ ยกลงมาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เป็นทัพหน้าที่จะยกเข้ามาตีกรุงเทพฯ ทางด่านพระเจดีย์สามองค์

ทัพที่ ๕ ให้เมียนเมหวุ่นเป็นแม่ทัพ ถือพล ๕,๐๐๐ มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เป็นทัพหนุนทัพที่ ๔

ทัพที่ ๖ ให้ตะแคงกามะราชบุตรที่ ๒ (พม่าเรียกว่า ศิริธรรมราชา) เป็นแม่ทัพ ถือพล ๑๒,๐๐๐ มาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ เป็นทัพหน้าที่หนึ่งของทัพหลวงที่จะยกเข้ามากรุงเทพฯ ทางด่านพระเจดีย์สามองค์

ทัพที่ ๗ ให้ตะแคงจักกุราชบุตรที่ ๓ (พม่าเรียกว่า สะโดะมันซอ) เป็นแม่ทัพ ถือพล ๑๑,๐๐๐ มาตั้งเมืองเมาะตะมะ เป็นทัพหน้าที่ ๒ ของทัพหลวง

ทัพที่ ๘ เป็นกองทัพหลวง จำนวนพล ๕๐,๐๐๐ พระเจ้าปดุงเป็นจอมพล เด็จลงมาเมืองเมาะตะมะเมื่อเดือน ๑๒ ปีมะเส็ง

ทัพที่ ๙ ให้จอข่องนรทาเป็นแม่ทัพ ถือพล ๕,๐๐๐ (เข้าใจว่าตั้งที่เมืองเมาะตะมะเหมือนกัน) ยกเข้ามาทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก มาตีหัวเมืองเหนือทางริมแม่น้ำพิง ตั้งแต่เมืองตาก เมืองกำแพงเพชร ลงมาประจบทัพหลวงที่กรุงเทพฯ

กองทัพ ๙ ทัพที่กล่าวมานี้ กำหนดให้ยกมาตีเมืองไทยในเดือนอ้าย ปีมะเส็งพร้อมกันทุกทัพ คือจะตรงมาตีกรุงเทพฯ ๕ ทัพ เป็นจำนวนพล ๘๙,๐๐๐ ตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ ๒ ทัพ เป็นจำนวนพล ๓๕,๐๐๐ ตีหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก ๒ ทัพ จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ จำนวนพลของข้าศึกที่ยกมาตีเมืองไทยครั้งนี้รวมทั้งสิ้นจึงเป็น ๑๔๔,๐๐๐ ด้วยกัน

กระบวนทัพที่พระเจ้าปดุงให้ยกมาครั้งนี้ ผิดกับกระบวนทัพที่พม่าเคยยกมาตีเมืองไทยแต่ก่อน

กองทัพพม่ายกมาตีเมืองไทยแต่ก่อน แม้เป็นทัพใหญ่ทัพกษัตริย์ เช่นครั้งพระเจ้าหงสาวดีก็ดี และครั้งพระเจ้าอลองพญาก็ดี ก็ยกมาแต่ทางเดียว บางทีก็ยกมาเป็น ๒ ทาง เช่นเมื่อคราวให้พระยาพสิมยกมากับพระเจ้าเชียงใหม่ในครั้งสมเด็จพระนเรศวร และพม่าตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อคราวหลังนั้น แต่คราวนี้ยกมาถึง ๕ ทางคือ ทางใดที่พม่าเคยยกกองทัพเข้ามาเมืองไทยแต่ก่อนก็ให้กองทัพยกเข้ามาในคราวนี้ พร้อมกันหมดทุกทาง ประสงค์จะเอากำลังใหญ่หลวงเข้าทุ่มเท ตีให้พร้อมกันหมดทุกด้านมิให้ไทยมีประตูที่จะสู้ได้ แต่ที่แท้พระเจ้าปดุงปรีชาญาณในยุทธวิธีไม่เหมือนพระเจ้าหงสาวดีแต่ปางก่อน กะการประมาณพลาดในข้อสำคัญ ด้วยไพร่พลมากมายย้ายแยกกันเป็นหลายทัพหลายกอง และยกมาหลายทิศหลายทางเช่นนั้น ไม่คิดเห็นว่ายากที่จะเดินทัพเข้ามาถึงที่มุ่งหมายให้พร้อมกันได้ อีกประการหนึ่งซึ่งยิ่งสำคัญกว่านั้นคือมิได้คิดถึงความยากในเรื่องที่จะหา และลำเลียงเบียงอาหารให้พอเพียงเลี้ยงกองทัพได้หมดทุกทาง ความพลาดพลั้ง ๒ ข้อนี้ ที่ไทยเอาเป็นประโยชน์ในการต่อสู้ศึกพม่าครั้งนั้นได้เป็นสำคัญ ดังจะเห็นได้ในรายการที่จะปรากฏต่อไปข้างหน้า

ทีนี้จะกล่าวถึงฝ่ายข้างไทยต่อไป

ขณะพม่าลงมือประชุมพลในฤดูฝนมะเส็งนั้น พวกกองมอญไปลาดตระเวนสืบทราบความว่าพม่าเตรียมทัพที่เมืองเมาะตะมะจะมาตี เมืองไทย เมืองกาญจนบุรีบอกเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๑๒ แรม ๙ ค่ำ ต่อนั้นมาหัวเมืองเหนือใต้ทั้งปวงก็บอกข่าวศึกพม่าเข้ามาโดยลำดับ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงโปรดให้ประชุมพระราชวงศานุวงศ์กับทั้ง เสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่พร้อมกันหน้าพระที่นั่ง ทรงปรึกษาการที่จะต่อสู้พม่าข้าศึก

ข้อปรึกษาและมติที่ตกลงกันในครั้ง นั้นจะเป็นอย่างไร ยังหาพบจดหมายเหตุไม่ จึงได้แต่พิเคราะห์ดูโดยลักษณการที่ได้ทำต่อมาเข้าใจว่าคงเห็นพร้อมกันในที่ ประชุมว่าศึกพม่าที่พระเจ้าปดุงยกมาครั้งนั้น ใหญ่หลวงผิดกับศึกพม่าที่เคยมีมาแต่ก่อน ด้วยรี้พลมากมายและจะยกมาทุกทิศทุกทาง กำลังข้างฝ่ายไทยมีจำนวนพลสำรวจได้เพียง ๗๐,๐๐๐ เศษ น้อยกว่าข้าศึกมากนัก ถ้าจะแต่งกองทัพไปต่อสู้รักษาเขตแดนทุกทางที่ข้าศึกยกเข้ามาเห็นว่าเสีย เปรียบข้าศึกเพราะเหตุที่ต้องแบ่งกำลังแยกย้ายไปหลายแห่ง กำลังกองทัพไทยก็จะอ่อนแอด้วยกันทุกทาง เพราะฉะนั้นควรจะรวบรวมกำลังไปต่อสู้ข้าศึกแต่ในทางที่สำคัญดูก่อน ทางไหนไม่เห็นสำคัญปล่อยให้ข้าศึกทำตามชอบใจไปพลาง เมื่อเอาชัยชนะข้าศึกซึ่งเป็นทัพสำคัญได้แล้วจึงปราบปรามข้าศึกทางอื่นต่อไป เนื้อความที่ปรึกษาคงจะลงมติเป็นอย่างนี้ ก็เวลานั้นสืบได้ความว่ากองทัพใหญ่ของข้าศึกยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ และพระเจ้าปดุงเป็นจอมทัพมาเองในทางนั้นด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงโปรดให้จัดกองทัพสำหรับที่จะต่อสู้ข้า ศึกเป็น ๔ ทัพ คือ

ทัพที่ ๑ ให้กรมพระราชวังหลัง (เวลานั้นยังดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร) เป็นแม่ทัพถือพล ๑๕,๐๐๐ ไปตั้งขัดตาทัพอยู่ที่เมืองนครสวรรค์ คอยป้องกันอย่าให้กองทัพพม่าที่ยกลงมาทางข้างเหนือล่วงเลยมาถึงกรุงเทพฯ ได้ในเวลากำลังต่อสู้ข้าศึกทางเมืองกาญจนบุรี

ทัพที่ ๒ เป็นกองทัพใหญ่กว่าทุกทัพ จำนวนพล ๓๐,๐๐๐ ให้กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จเป็นจอมพลไปตั้งที่เมืองกาญจนบุรี(เก่า) คอยต่อสู้กองทัพพระเจ้าปดุงที่จะยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์

ทัพที่ ๓ ให้เจ้าพระยาธรรมา (บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราชถือพล ๕,๐๐๐ ไปตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี รักษาทางลำเลียงของกองทัพที่ ๒ และคอยต่อสู้พม่าซึ่งจะยกมาแต่ทางข้างใต้ หรือทางเมืองทวาย

ทัพที่ ๔ กองทัพหลวง จัดเตรียมไว้ในกรุงฯ จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ เศษ เป็นกองหนุน ถ้ากำลังข้าศึกหนักทางด้านไหนจะได้ไปช่วยให้ทันที

พระราชพงศาวดาร ไทยรบพม่า

พระราชพงศาวดารเรื่อง ไทยรบพม่า พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อธิบายเรื่องไทยรบกับพม่า... อ่านเพิ่มเติม
สงครามครั้งที่ ๑ คราวพม่ายกกองทัพมา ๕ ทาง ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘... อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ ๑ รบพม่าที่ลาดหญ้า กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จยกกองทัพออกจากกรุงเทพฯ ในเดือนอ้าย ปีมะเส็ง ทรงจัดให้พระยากลาโหมราชเสนา... อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ ๒ รบพม่าที่ปากพิง ฝ่ายกองทัพพม่าที่ ๓ ซึ่งเจ้าเมืองตองอูเป็นแม่ทัพนั้น ครั้นมาตั้งประชุมพลที่เมือง... อ่านเพิ่มเติม
สงครามครั้งที่ ๒ คราวรบพม่าที่ท่าดินแดง ปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๒๙ เหตุที่เกิดสงครามคราวรบพม่าที่ท่าดินแดง... อ่านเพิ่มเติม
พระราชพงศาวดาร เล่มที่ ๒ พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตเลขา เล่ม ๒ กรมศิลปากรจัดพิมพ์ พุทธศักราช ๒๕๓๕ ในปีมะเส็งสัปตศกนั้น... อ่านเพิ่มเติม