มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
อุทยาน ร.๒

ความเป็นมา

รัตนโกสินทร์ : RATTANAKOSIN ขนมหลากหลาย กลายเป็น “สำรับ”

ยุคต้นรัตนโกสินทร์ ขนมไทยมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น จนมีการจัดรวมเป็น “สำรับหวาน” แยกไว้คู่กับ “สำรับคาว” โดยปรากฏรายชื่อขนม ๑๐ ชนิด ที่ใช้ในสำรับหวานถวายพระ เมื่อคราวฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมัยรัชกาลที่ 1 ในจดหมายเหตุความทรงจำ ของกรมหลวงนรินทรเทวี

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน

สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ได้ทรงนิพนธ์ “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” บรรยายถึงรสชาติ และลักษณะอาหารคาว ๑๕ ชนิด, ขนมหวาน ๑๕ ชนิด เป็นงานชิ้นสำคัญ ที่ช่วยสืบทอดความรู้ด้านอาหาร และขนมไทย

ตำราขนมเล่มแรก

สมัยรัชกาลที่ ๕ มีการพิมพ์ตำราอาหารเล่มแรกของไทย เขียนโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ใช้ชื่อว่า “ตำราแม่ครัวหัวป่าก์” มีทั้งสูตรอาหารคาว และสูตรขนมหวานรวมหลายร้อยชนิด ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๑

แปลงฝรั่งมาเป็นไทย

ตลอดเส้นทางอันยาวนาน มี “ขนมไทย” จำนวนไม่น้อยที่เกิดจากการ “เปิดรับ” นำสูตรขนมชาติอื่นมาผสมผสานดัดแปลงเข้ากับวัตถุดิบ และภูมิปัญญาเฉพาะตัวของไทยจนเกิดเป็น ขนมชนิดใหม่ๆมากมาย มาจนถึงทุกวันนี้

ร้านขนมหม้อดิน

ขายขนมประเภทบวด, ประเภทแป้งต้มกับกะทิ, ประเภทเปียก และประเภทต้มน้ำตาล ส่วนมากจะรับประทานขณะร้อน จึงใส่ภาชนะหม้อดินเพื่อเก็บรักษาความร้อน มักเพิ่มความหอมด้วยใบเตย และราดหัวกะทิก่อนรับประทาน

ประเภทบวด: ใช้ผลไม้, เผือก, มัน, ถั่ว หรือ ฟักทอง ต้มกับกะทิและน้ำตาล เช่น กล้วยบวดชี, ฟักทองแกงบวด, มันบวด, เผือกบวด และข้าวเหนียวถั่วดำ

ประเภทแป้งต้มกะทิ : วิธีการทำคล้ายกับขนมประเภทบวด แต่ใช้แป้งต้มกับกะทิและน้ำตาลแทน เช่น ปากริมไข่เต่า, ครองแครงน้ำกะทิ, บัวลอย

ประเภทเปียก : วิธีการ “เปียก” คือการกวนให้สุก โดยใช้วัตถุดิบประเภทข้าว, สาคู หรือแป้ง เช่น ข้าวเหนียวถั่วดำ, สาคูเปียกเผือกมะพร้าวอ่อน, ข้าวเหนียวเปียกลำไย, เต้าส่วน หรือถั่วเปียก

ประเภทต้มน้ำตาล : ใช้ถั่วแดง, ถั่วเขียว หรือมันเทศ ต้มกับน้ำตาลทรายแดง เช่น มันต้มขิง, ถั่วเขียวต้มน้ำตาล

บทความที่เกี่ยวข้อง

เสาร์สราญ ณ อุทยาน ร.๒

admin

เสาร์สราญ ณ อุทยาน ร.๒

admin
กำลังโหลด....